[SF] Do you know? -7- [END]

posted on 20 May 2012 19:08 by junk-time  in ShortFiction

 

 

'There's just something about a Teddy Bear that's impossible to explain.

When you hold one in your arms, you get a feeling of love, comfort and security.

It's almost supernatural.'
                                                            -James Ownby 

 


 

คุณรู้ไหม? 

เท็ดดี้มองเห็นอะไร...เมื่อหัวสมองกรอกลับไปยังความทรงจำเลวร้ายที่คล้ายจะถูกฤทธิ์ยานอนหลับทำให้ลืมเลือน

 

กรอกลับไปนังภาพความทรงจำสุดท้าย...

 

ท่ามกลางผืนป่าทามาพายส์....

 

  

ภาพใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือดของ...เจนี่

 

เจนี่...ของเขา

 

เท็ดดี้ยังจำได้ดีถึงตอนที่แทบจะพุ่งตัวลงจากหน้าผา จำได้ดีถึงตอนที่กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งติดปลายจมูก และยังจำได้ดีถึงแววตาที่กำลังเลื่อนลอยสู่ปลายฟ้าของคนในอ้อมแขน เจนี่หายใจโรยรินแล้วตอนที่เท็ดดี้ใช้กำลังสุดท้ายผลักร่างเสือพูม่าตัวร้ายให้ออกจากร่างกายผอมบางนั่น

 

มันตายแล้ว แต่เท็ดดี้ไม่มีแม้แต่ความสงสารจะให้...

 

เพราะมันคือฆาตกร...

ฆาตกรที่เท็ดดี้ชิงชังและเกลียดมันจนไม่อยากชายตามอง 

 

เท็ดดี้รีบอุ้มเจนี่ให้ออกห่างจากน้ำตก ก่อนจะวางร่างที่เริ่มเย็นเยือกของเจนี่ให้นอนทอดกายอยู่ใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ พื้นดินตรงนี้ยังแห้งสนิท เท็ดดี้ไม่รอช้า เขาฉีกเสื้อแจคเก็ตของเจนี่ออก หัวใจของเขาชาหน่วงเมื่อมองเห็นบาดแผลและเลือดที่ซึมชื้นไปทั่วผืนอกนั้น

 

“หายใจไว้ คนดี...ได้โปรด ที่รัก หายใจไว้”

 

เท็ดดี้กระซิบพร่ำ เสียงสั่น ขณะที่เขาถอดเสื้อกล้ามที่ใส่ติดตัวออก แล้วค่อยๆใช้ปากกัดฉีกเสื้อนั้นให้ออกเป็นริ้วๆ เขามัดมันรอบบาดแผลเพื่อห้ามเลือด หัวสมองเท็ดดี้หมุนขว้าง

 

...เขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

ควรจะทำอย่างไร...

 

เท็ดดี้เตรียมช้อนตัวเจนี่ขึ้นมาไว้ในอ้อมอกอีกครั้ง เขาพร่ำจูบไปบนใบหน้าที่เริ่มซีดขาว เจนี่กอบโกยลมหายใจ ขณะใช้กำลังเฮือกสุดท้าย กระซิบบอกเท็ดดี้

 

“หนี...ออกไป”

 

“ไม่!” เท็ดดี้ยืนยันหนักแน่นโดยไม่ต้องคิด “เราจะออกไปด้วยกัน”

 

และเท็ดดี้ก็รับรู้โดยทันทีจากสายตาของเจนี่ที่พยายามลืมเปิดเพื่อมองเขา รู้...ถึงความรู้สึกมากมายที่เจนี่พยายามจะกลั่นออกมาเป็นคำพูดเพื่อบอกเขา

 

หนีไป...

 

ทิ้งฉันไว้ทีนี่...

 

ได้โปรด หนีไป....

 

หนีหรือ...เท็ดดี้จะหนีออกไปได้อย่างไร หากจะต้องปลิดขั้วหัวใจตัวเองทิ้งไว้ตรงนี้ ความรู้สึกมากมายกำลังไหลวนท่วมท้นอยู่ภายในช่องอก เท็ดดี้กระชับอ้อมกอดที่ห่อหุ้มร่างของเจนี่เอาไว้ให้แน่นหนาขึ้น ฝนเริ่มซาแล้ว ตอนที่เท็ดดี้หยัดตัวลุกขึ้นจากพื้นดิน ลมหายใจที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆของเจนี่ปะทะเบาๆที่ลำคอเขาราวกับจะบอกกล่าว...

 

หากช้ากว่านี้...ลมหายใจนี้อาจจะหมดลง

 

เท็ดดี้กัดฟันแน่น ขณะเริ่มปีนข้ามโขดหิน ปีนข้ามน้ำตกที่เฉี่ยวกราดเพื่อกลับไปยังเส้นทางที่คุ้นเคย ใช่...เท็ดดี้คุ้นเคยกับป่าทามาพายส์ อาจไม่ได้ชำนาญเส้นทางจนหลับตาเดินได้เหมือนคนในอ้อมแขน แต่เขาก็ไม่โง่งี่เง่าที่จะเดินหลงป่าเพื่อรอคอยให้เจ้าหน้าที่ผู้ขลาดเขลาเดินเข้ามาช่วยอย่างน่าอาย เท็ดดี้รู้ดีว่าจะกลับออกไปจากป่านี้อย่างไร แต่ติดอยู่ที่ว่า...

 

เขาไม่คิดจะออกไปจากที่นี่อีกเลย หากหาเจนี่ของเขาไม่พบ...

 

เพราะที่นี่คือสถานที่แห่งความทรงจำ... ของเรา

 

สถานที่...ที่เท็ดดี้มักจะปลีกวิเวกจากสังคมแห่งความคาดหวังที่เขาต้องเผชิญ เพื่อมาอยู่กับสังคมที่พร้อมจะอ้าแขนต้อนรับเขาอย่างไร้เงื่อนไขใดๆ เจนี่จะชวนเขาออกมาตั้งแคมป์กลางป่า หากวันไหนที่เจนี่เริ่มรับรู้ว่าเท็ดดี้ แบร์ของเขากำลังเริ่มเหนื่อยหน่ายกับชีวิต

 

เจนี่จะชักชวนเขาให้เข้าสู่ธรรมชาติ สอนให้เขาดูแผนที่ สอนให้เท็ดดี้รู้จักพืชพันธ์ไม้แปลกๆ สอนให้รู้จักความงดงามที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้หุบเขา และสอนให้เขาได้ตระหนักว่า...ชีวิตยังมีเรื่องงดงามรอคอยให้เราค้นหาอยู่เสมอ

 

นั่นคือ...เจนี่

 

เจนี่...ที่เขารักจนสุดหัวใจ

 

พวกเขาจะนอนกอดกันภายใต้กระโจมเต้นท์ เจนี่จะฮัมเพลงที่ไร้ตัวอักษรร้อยเรียงออกมาอย่างไพเราะ เท็ดดี้จะนอนหลับตาฟังแล้วฮัมเพลงนั้นตามอย่างผ่อนคลาย บางครั้งเราสองก็มีปฎิสัมพันธ์ทางกายอันลึกซึ้งกันท่ามกลางเสียงลมเพรียกหา ท่ามกลางเสียงน้ำตกที่สาดกระทบโขดหิน และท่ามกลางเสียงใบไม้พริ้วไหวในท่วงทำนองเสนาะของธรรมชาติ

 

เจนี่จะตอบรับเขาอย่างวิเศษสุด ไม่ใช่แค่อารมณ์ที่พัดพา แต่ด้วยความรู้สึกอันบริสุทธิ์จากหัวใจ

 

ในห้วงเวลาที่ร่างกายพวกเขาตอบสนองต่อกันและกัน เจนี่จะเปรียบเสมือนแสงจันทร์ที่ทำให้เท็ดดี้กลับกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าที่ยากจะควบคุมตัวเอง

 

เท็ดดี้จะคำรามเสียงต่ำ เขาจะขบกัดไปทั่วลำคอขาวนั้นอย่างถวิลหาและคลั่งไคล้ เจนี่จะปลดปล่อยเสียงออกมาราวกับเป็นเหยื่อตัวน้อยๆที่กำลังเว้าวอนขอความเมตตา และเท็ดดี้ก็แทบจะเจียนคลั่งใจตาย เมื่อได้ฟังเสียงกระซิบพร่ำอย่างเพ้อรำพันของเจนี่ในยามสุดท้ายที่ทุกอย่างกำลังขาวโพลน

 

“โอ บอย...”

 

แล้วตามมาด้วยประโยคสั้นๆสามคำ ที่ทำให้เท็ดดี้กระชับกอดร่างที่กำลังโรยแรงให้เข้ามาประชิดอกอุ่น

 

“รัก...เหลือเกิน”

 

คำบอกรักที่นานๆทีจะได้ยินนั้น ยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวสมองและในหัวใจของเท็ดดี้มาจวบจนถึงปัจจุบัน ...

 

ปัจจุบัน...ที่พระเจ้ากำลังจะพรากคนที่พูดคำว่ารักนั้นให้เลื่อนลอยไปไกลแสนไกล

 

มีน้ำใสหยดรินจากดวงตาเมื่อตอนที่เท็ดดี้มองเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง ไม่รู้ว่านั่นคือหยาดน้ำฝนที่หลั่งจากฟ้า หรือหยาดน้ำตาจากลูกผู้ชายที่ชื่อเท็ดดี้กันแน่ 

 

ผู้ชาย...ที่กำลังเร่งฝีเท้าของเขาอย่างสุดกำลัง เพื่อพาร่างที่ไร้สติในอ้อมกอดให้พ้นเงามืดแห่งมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ลมหายใจของเจนี่แทบจะแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงลม ตอนที่เท็ดดี้ตะโกนอย่างคลุ้มคลั่งอยู่ตรงชายป่า

 

“เรียกรถพยาบาลที!

 

และเหมือนพระเจ้าจะเห็นใจ หรือไม่ก็เพราะมิสเตอร์เจมส์ เฮนเลย์ที่เชื่อในลางสังหรณ์อันน่าตระหนกของเอริโกะ เจน เบนเนตต์นั่นกันแน่ ที่ทำให้เขาตัดสินใจโทรเรียกรถพยาบาลให้มาจอดรอคอยอยู่แล้วที่หน้าอาคารสำนักงาน ตอนแรกมิสเตอร์เจมส์คาดหวังแค่คำว่า กันไว้ก่อน’  แต่ตอนนี้ดูเหมือนความคาดหวังของเขากำลังถูกทุบทำลายอย่างไม่เหลือชิ้นดี เมื่อเกิดความโกลาหลขึ้นทันทีที่ทุกคนเริ่มมองเห็นว่าร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ภายใต้อ้อมแขนของเท็ดดี้คือใคร...

 

บุรุษพยาบาลเข็นเตียงพับลงจากท้ายรถอย่างรวดเร็ว มีนางพยาบาลสองคนถืออุปกรณ์ช่วยชีวิตวิ่งตามไปติดๆ เท็ดดี้ว่างร่างของเจนี่ลงบนเตียง แต่ไม่ยอมคลายมือที่ประสานแน่นของพวกเขาออกจากกัน เท็ดดี้กำลังสติแตก เขาไม่สนใจว่านางพยาบาลกำลังหัวเสียแค่ไหนที่เขาทำให้การปฎิบัติหน้าที่ของเธอยากลำบากขึ้น

 

“คนดี เข้มแข็งไว้ พี่จะต้องปลอดภัย ได้ยินผมไหม หืม ทูนหัว หายใจเข้าไว้...” เท็ดดี้กระซิบพร่ำไม่เป็นภาษา เขาลูบเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของคนที่นอนหลับตานิ่งอยู่บนเตียงนั้นด้วยมือที่สั่นเทา

 

“หัวใจเขาเต้นช้าลงแล้ว” นางพยาบาลคนหนึ่งบอกด้วยท่าทางจริงจัง ก่อนจะใส่ท่อบางอย่างลงไปในปากของเจนี่ “ต้องพาเขาไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด” แล้วเธอก็หันมาตวาดกร้าวใส่เท็ดดี้ “คุณคะ! ช่วยหลีกทางด้วย”

 

แต่เท็ดดี้ก็ไม่ฟังเสียงเธอ ความหวาดกลัวกำลังทำให้เท็ดดี้ไร้สติ เขายังจับมือเจนี่ไว้แน่น หัวสมองเขาเอาแต่สั่งการว่า...

 

อย่าปล่อยเจนี่ไป อย่าปล่อยมือนี้ไป...

 

“เท็ดดี้...” เสียงนั้นดังขึ้น พร้อมกับปรากฎตัวของมิสซิสแอนน์ แมคเกรเกอร์ เธอสาวเท้าเข้ามาหาลูกชาย แล้วฟาดฝ่ามือลงที่ข้างแก้มของเขาอย่างแรงจนทุกคนตื่นตระหนก มีเสียงร้องวี้ดขึ้นมาอย่างตกใจของบริตทานีย์ ไคลน์ ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงดุกร้าวของคนที่ขึ้นชื่อว่าแม่ “...ตั้งสติ แล้วปล่อยมือเขาเดี๋ยวนี้ เพราะถ้าลูกไม่ปล่อย...” แอนน์ แมคเกรเกอร์สูดลมหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยประโยคสุดท้ายที่ทำให้เท็ดดี้คลายกำมือที่เป็นดั่งพันธนาการของเขาออกอย่างช้าๆ ก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง “...เขาจะตายเพราะลูก!

 

และหลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว บุรุษพยาบาลเข็นเตียงของมิสเตอร์คิมขึ้นไปบนรถ มีเสียงไซเรนดังขึ้น ก่อนที่รถพยาบาลจะพุ่งตัวฝ่าความมืดแล้วพาหัวใจที่เท็ดดี้หวงแหนให้ห่างไกลออกจากสายตา และนั่นเองทำให้เท็ดดี้กลับมาคลุ้มคลั่ง เขาสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของลูอิส แฮร์รี่ และมิคกี้ได้อย่างง่ายดาย เขาเตรียมจะวิ่งตามรถพยาบาลออกไปอย่างไร้สติ หากแม่ของเขาไม่ดึงรั้งเขาไว้ด้วยอ้อมกอดและคำปลอบประโลม

 

“ชู่ว...ลูกแม่” เธอลูบบ่าที่สั่นสะท้านของลูกชาย เท็ดดี้สิ้นแรงราบคาบภายใต้ความรักของแม่ “เขาจะไม่เป็นอะไร เขาจะต้องปลอดภัย พระเจ้าจะคุ้มครองคนที่ลูกรัก เท็ดดี้”

 

แอนน์ แมคเกรเกอร์รับรู้ได้แล้วถึงความเป็นจริง รับรู้แล้วว่าทำไมหนุ่มน้อยคนนั้นถึงยอมเสี่ยงอันตรายเข้าไปช่วยลูกของเธอ รับรู้แล้ว เมื่อได้รับฟังความจริงอันน่าตระหนกจากปากของมิสเตอร์เจมส์ เฮนเลย์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนี้ว่า...

 

ในป่านั้น ไม่ใช่มีเพียงแค่ภัย...ธรรมชาติ แต่มีภัยร้าย...จากสัตว์...ที่น่ากลัวกว่ารอคอยอยู่

 

แต่เขาก็ยังอาสาเข้าไปช่วย ไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่ด้วย...ความรักจากหัวใจ

 

“เจนี่...”  เท็ดดี้กระซิบร่ำไห้เจียนจะขาดใจอยู่ที่บ่าของแม่ กระซิบพร่ำซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งหมดสติลง...

 

หมดสติลง....จนกระทั่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

หมดสติลง...จนกระทั่งถูกฉีดยานอนหลับ

หมดสติลง...จนกระทั่งถึงตอนนี้

 

ตอนที่สติทุกอย่างกลับมาสมบูรณ์พร้อมอีกครา

 

เท็ดดี้รู้สึกตัวแล้ว แต่ขยับแขน ขยับขา หรือแม้แต่จะขยับเปลือกตาให้ลืมเปิดไม่ได้เลย มีคำถามมากมายวิ่งวนในหัว มีความเจ็บปวดวิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันเหมือนตอนนี้เขากำลังจมดิ่งอยู่ในน้ำทะเลลึก และกำลังพยายามอย่างโง่เง่าในการหาทางถีบตัวเพื่อลอยให้พ้นสู่ผิวน้ำ

 

แต่แล้ว...ก็ล้มเหลว

 

เท็ดดี้ควบคุมจังหวะหายใจ แล้วปล่อยวางทุกสิ่ง ตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้าสองคู่ดังกระทบพื้นเข้ามาใกล้ๆ

 

“อย่าเพิ่งบอกเขาตอนนี้เลย แอนน์” นั่นเสียงพ่อ เท็ดดี้จำได้ดี

 

“ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปิดบังเขา อัล” และแน่นอน...นี่คือเสียงของเม่ “เวลานี้ไม่มีอะไรแน่นอน และเราก็จะมารอคอยความหวังลมๆแล้งๆอะไรอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ...” มีเสียงทอดถอนลมหายใจเนิ่นนาน “...เท็ดดี้จำเป็นต้องได้รับโอกาสสุดท้ายของตัวเอง”

 

“อาการของ เขา แย่มากเลยหรือ ที่รัก”

 

“หากไม่พ้นคืนนี้...” เสียงนั้นฟังรวดร้าว “...ปอดเขาติดเชื้อเพราะอาการอักเสบจากบาดแผล หมอวอลล์บอกตอนนี้เขาอยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น”

 

หัวใจของเท็ดดี้ราวกับถูกทุบด้วยหินก้อนยักษ์ และนั่นเองที่ทำให้เขาลืมตาโพลง

 

เท็ดดี้พยายามกระชากทั้งข้อมือ และข้อเท้าให้หลุดจากผ้าที่ผูกมัดเขาไว้กับเตียง เขาคำรามลั่นจนทุกคนในห้องฉุกเฉินตกใจ

 

“ปล่อยผมเดี๋ยวนี้ บอกให้ปล่อยยังไงละวะ!” เท็ดดี้กัดฟันกรอด เขาหอบหายใจตอนที่ดิ้นพล่านไปมา มีนางพยาบาลสองคนพยายามจะมาผูกปมผ้าที่มัดเขาให้แน่นขึ้น แต่แน่นอนล่ะ เท็ดดี้ในเวลานี้ ไม่ยอมพวกเธอแน่

 

“ปล่อย!!! เขาตวาดกร้าว จนหนึ่งในพยาบาลสาวถึงกับสะดุ้งตกใจ

 

“ปล่อยเขาเถอะจ้ะ” น้ำเสียงของแม่เรียบเรื่อย อ่อนล้า “ปล่อยให้เขาออกไปคลุ้มคลั่งข้างนอกอย่างไร้สติเถอะ ถ้าเขาคิดว่าการทำแบบนั้นจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้”

 

หลังจากสิ้นคำพูดแม่ เท็ดดี้ก็ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ เขาหยัดตัวลุกขึ้นจากเตียง ดึงเข็มน้ำเกลือซึ่งแทงอยู่ภายใต้ข้อมือซ้ายของเขาออกอย่างไม่กลัวความเจ็บปวด แต่ทันทีที่ถ่ายน้ำหนักลงที่ขาสองข้าง เท็ดดี้ถึงได้รู้...ที่หน้าแข้งซ้ายของเขาถูกพันทบไว้ด้วยผ้ากอชหนาทึบหลายชั้น อาจโดนหินบาด หรือจะห่าเหวอะไรก็ช่างหัวมันเถอะ เท็ดดี้เดินกะเผลกไปที่ประตูห้อง เขาเสหลบสายตาแม่ ไม่มองสายตาพ่อ เพราะเท็ดดี้กำลังหวาดกลัวว่าอาจจะค้นพบความจริงภายใต้สายตาเศร้าสร้อยของคนทั้งสอง

 

ความจริงที่เท็ดดี้ไม่มีวันหนีพ้น...

 

เมื่อแม่เปรยคำพูดประโยคสุดท้าย ก่อนจะปล่อยให้เท็ดดี้พาตัวเองวิ่งออกจากห้องฉุกเฉินอย่างไม่คิดชีวิต

 

“เขาอาจจะรอลูกอยู่...” น้ำคำแม่กรีดแทงหัวใจเขา “...ไปบอกลาเขาเสีย เท็ดดี้...”

 

เสียงของแม่สั่น แต่หัวใจของเท็ดดี้แหลกสลาย...ย่อยยับ

 

“...เขารอลูกอยู่ที่ห้องไอ.ซี.ยู”

 

.

.

.

 

คุณรู้ไหม?

สแครี่ เจได้ยินเสียงอะไร...ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกควัน

 

เสียงระเบิดดังสนั่น และไอควันสีดำสนิทที่คละคลุ้งไปทั้งป่า เขาเอามือปิดจมูก โน้มตัวลงต่ำ ขณะพยายามเดินเข้าไปใกล้ที่มาของเสียง เขาถอดเสื้อแจคเก็ตแล้วจุ่มลงไปในธารน้ำตก ตอนที่กำลังจะปีนข้ามโขดหินไปยังอีกฝากฝั่งหนึ่ง สแครี่ เจตวัดเสื้อชุ่มน้ำมาห่มคลุมตัว เขาใช้แขนเสื้อปิดจมูก นัยน์ตาเขาเริ่มแสบร้อนเพราะไอควัน แต่เมื่อก้าวพ้นชายป่าสน ลมก็กรรโชกแรงจนเขาต้องใช้มือโอบลำต้นโอ๊คสูงใหญ่ด้านข้างไว้มั่น เขาก้าวเท้ามาหยุดยืนที่ปลายหน้าผา ก่อนจะชะโงกตัวไปมองด้านล่าง

 

ด้านล่างหุบเขาสูงชันนั่น ไอควันและเปลงเพลิงกำลังโหมกระหน่ำ สแครี่ เจต้องใช้เวลาอยู่เนิ่นนานกว่าจะมองเห็นได้ว่าสิ่งที่เปลวเพลิงกำลังสนุกสนามอยู่กับการเผาผลาญนั่นคืออะไร

 

และทันทีที่เห็น นัยน์ตาเขาก็เบิกกว้าง หัวใจเจ็บยอกจนต้องทรุดตัวลงกับพื้น

 

เขาเอามือจับที่อกซ้าย ความทรงจำเลวร้ายแล่นริ้วจากก้นบึ้งสู่หัวสมอง มีเสียงร่ำไห้ของเด็กผู้ชายคนหนึ่งดังก้องสะท้อนไปทั้งหุบเขา สแครี่ เจยกมือขึ้นกดแนบที่ใบหู ปิดกั้นโสตประสาทจากการับรู้ ตัวของเขาสั่น แต่เสียงร้องไห้นั่นก็ยังตามมาหลอกหลอน เพราะมันไม่ใช่เสียงที่ดังมาจากภายนอก แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากใน...ความทรงจำ...ของเขาเอง

 

 

ย้อนกลับไปในปลายปีคริสตศักราช...หนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบสอง

 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่โตพอจะอ่านออก เขียนได้ และคลั่งไคล้การรายงานสดจาดสถานี ซีเอ็นเอ็น.

คุณก็น่าจะเป็นคนหนึ่งที่ได้รับรู้ข่าวสารอันน่าเศร้าสลดเรื่องนี้...

 

เรื่องราวที่น่าสลดเกี่ยวข้องกับสามีภรรยาผู้มั่งคั่งชาวเอเชียคู่หนึ่ง

 

คิม แดฮัน และ ฮัน มีโซ

 

พวกเขาเป็นนักสำรวจ เป็นเศรษฐีที่มีกองทุนเกี่ยวกับการพิทักษ์ป่าและปกปักษ์สัตว์ต่างๆที่ใกล้จะสูญพันธ์ทั่วโลก พวกเขามักจะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการตระเวนไปตามผืนป่าไกลโพ้นหรือเขตทุรกันดารที่ยังไม่รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึงจากทางการ พวกเขาจะโดยสารเครื่องบินส่วนตัวไปตามที่ต่างๆ จดบันทึก ถ่ายภาพ และทำการเผยแพร่ทางช่องเคเบิลของท้องถิ่นนั้นๆเพื่อกระตุ้นให้ทางภาครัฐกลับมาสนใจกับเรื่องของธรรมชาติและสัตว์ป่ามากขึ้น อย่างน้อยก็ควรจะมากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดที่เริ่มทำให้มนุษย์อย่างเราๆกำลังกลายสภาพเป็นหุ่นยนต์ที่ต้องฝังไมโครชิพเพื่อป้อนโปรแกรมการดำเนินชีวิตที่เป็นระบบแข่งขันตลอดเวลา พวกเขาเป็นแกนนำหัวรุนแรงในการต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเกือบทุกประเทศ เคยเป็นแกนนำของกรีนพีซในภาคพื้นเอเชีย และเคยเป็นนักสำรวจชาวเอเชียรุ่นแรกๆของสมาคมเนชั่นแนล จีโอ กราฟิค

 

แต่ไม่รู้ว่าเพราะเป็นทัศนคติและอุดมการณ์ที่ออกจะเป็นปฎิปักษ์ต่อวิวัฒนาการใหม่ๆนั่นหรือเปล่า ที่ทำให้เทคโนโลยีเกิดความชังต่อสามีภรรยาคู่นี้ และดลบันดาลให้เกิดเรื่องราวอันสะเทือนใจนี้ขึ้น

 

วันนั้นเป็นเช้าวันคริสต์มาสอีฟ พวกเขากำลังตั้งใจที่จะเดินทางกลับจากอลาสก้าไปยังวอชิงตัน ดี.ซี แต่ในขณะที่บินอยู่เหนือน่านฟ้าของวนอุทยาเคทไมย์ เครื่องบินของพวกเขาก็เกิดอาการขัดข้องอย่างไม่ทราบสาเหตุ นักบินส่วนตัวของพวกเขาพยายามจะลงจอดฉุกเฉิน

 

แต่ อนิจจา...

 

ธรรมชาติที่พวกเขารักใคร่รักหนา กลับสร้างหมอกหนาทึบบดบังทัศนวิสัยจนสิ้น

 

พวกเขาเริ่มตื่นตระหนก เมื่อมีอาการสั่นสะเทือนที่ใบพัด มีรายงานต่อมาจากเจ้าหน้าที่ว่า...สาเหตุอาจเกิดจากมีนกตัวหนึ่งบินพลัดหลงเข้าไปติดในนั้น...และนั่นก็ส่งผลให้เครื่องยนต์คล้ายกับถูกกระชาก และทำให้สามชีวิตบนเครื่องบินนั้น ดับสิ้นลมหายใจทันทีที่เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังราวกำปนาทไปทั้งหุบเขา

 

เครื่องบินแทบจะไม่เหลือซากเค้าโครงเดิมให้จินตนาการ แม้กระทั่งร่างกายอันไร้วิญญาณของมนุษย์ที่เสียสละจิตวิญญาณของพวกเขาให้กับธรรมชาติอย่างไร้ข้อแม้

 

เรื่องนี้...

ธรรมชาติ หรือ เทคโนโลยีกันแน่ที่โหดร้าย?

หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่โหดร้ายที่สุดคือ...โชคชะตา...กันหนอ

 

โชคชะตาที่ยังคงห่อหุ้มร่างกายของเด็กน้อยวัยห้าขวบคนหนึ่งไว้ เด็กน้อยที่ร้องไห้อย่างหวาดกลัว และเป็นเด็กน้อยคนเดียวที่ธรรมชาติยังคงรักใคร่และปกป้องเขาไว้อย่างสุดชีวิต

 

เจ้าหน้าที่คนเดียวของอุทยานเคทไมย์ ที่มองเห็นร่างเด็กน้อยที่นอนร้องไห้อยู่บนพุ่มกอเฟิร์นคือ มิสเตอร์เจมส์ เฮนเลย์ ในวัยสามสิบ เขาอุ้มเด็กคนนั้นออกมาด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ มิสเตอร์เจมส์คิดจะรับเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้เป็นลูกบุญธรรมเมื่อทางการตรวจสอบแล้วว่าคิม แดฮัน และ ฮัน มีโซไม่หลงเหลือญาติคนไหนอีกแล้วที่จะช่วยดูแลเด็กคนนี้จนเติบใหญ่ แต่ภรรยาของเขาไม่ยอมรับ มิสเตอร์เจมส์จึงต้องส่งต่อเด็กคนนี้กลับไปที่นิวยอร์ก ส่งกลับไปในความดูแลของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า หากแต่โชคชะตาก็ยังไม่ยอมแพ้ เมื่อมันได้ดลบันดาลให้พวกเขาได้พบเจอกันอีกครา

 

ในปลายปีหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบสาม

และในอ้อมแขนที่โอบประคองของ เอริโกะ เจน เบนเนตต์...

 

 

“ไม่!!!

 

สแครี่ เจกรีดร้อง ภาพทุกอย่างกรอกลับราวกับหนังอินดี้ห่วยๆที่เทกระจาดขายอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ เขาเตรียมจะวิ่งหนีจากภาพความทรงจำเหล่านั้น เขาวิ่ง วิ่ง และก็วิ่งอย่างไร้ทิศทาง ฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยหมอกควันตอนนี้กลับมากระจ่างใส และจากป่าที่หนาทึบก็ราวกับจะหมุนวนกลายร่างเป็นภาพของสถานที่ต่างๆที่เขาเคยประสบพบเจอ เขาเห็นตัวเองนั่งเงียบๆอยู่ในโรงอาหารของไฮสคูล เห็นตัวเองกำลังถูกเพื่อนล้อเลียนท่าลื่นหกล้มจนจมูกทิ่มลงไปในกองเฟรนช์ฟรายช์ในร้านแมคโดนัลล์ เห็นตัวเองกำลังนั่งอ่านหนังสือรอแม่เงียบๆอยู่ที่หน้า เอเชี่ยน อาร์ท มิวเซียม เห็นตัวเองกำลังเดินเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เห็นตัวเองนั่งไร้เพื่อนคุยอยู่ในหอสมุด เห็นตัวเองถูกหวาดกลัวจากคนรอบข้าง เห็นตัวเองไร้เสียงหัวเราะ เห็นตัวเองไร้รอยยิ้ม เห็นตัวเองไร้ร่องรอยแห่งความสุข เห็นทุกอย่าง เห็นทุกช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมาเป็นภาพรัวเร็วที่ตีกระหน่ำมาที่ความรู้สึกเขาอย่างไม่บันยะบันยัง

 

สแครี เจมองภาพเหล่านั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง และนิ่งงัน

 

เขารู้สึกหายใจไม่ออก เขาอยากออกไปจากที่นี่ เขาก้าวถอยหลัง และตั้งต้นจะวิ่งหนีอีกครั้ง แต่ทันทีที่เขาขยับปลายเท้า ภาพบรรยากาศรอบค้างก็เริ่มหมุนคว้างอีกครั้ง เขาได้แต่ร่ำร้อง เว้าวอน

 

“พอที พอแล้ว...”

 

เขาทรุดตัวลง เอามือโอบรอบตัวเองเป็นก้อนกลม โอบแน่นที่สุดเหมือนกลัวจะแตกสลาย เขาไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวอะไรเท่านี้มาก่อน

 

กลัว..ราวกำลังจะถูกกระชากร่างกายออกเป็นชิ้นๆ

 

แต่แล้ว...

 

“แจจุง...”

 

เสียงเรียกที่ไม่คุ้นหู แต่คุ้นเคยในหัวใจก็ดังก้องขึ้นมาใกล้ๆอย่างอ่อนละมุน มีฝ่ามือบางเบาลูบที่แผ่นหลังเขาราวกำลังปลอบประโยน

 

“อย่ากลัวเลย ลูกรัก...”

 

สแครี่ เจค่อยๆคลายวงแขนของตัวเองออกช้าๆ เขาพลิกตัว ก่อนจะพบดวงตาสองคู่ที่ทอดมองมาที่เขาด้วยความรัก ความห่วงใย และความผูกพันธ์แห่งสายใย

 

“มากับเราเถอะ...” ผู้ชายที่ไว้หนวดเคราบางๆเหนือริมฝีปากขยับรอยยิ้มน้อยๆให้เขา ขณะค่อยๆดึงมือเขาขึ้นจากพื้น

 

“พ่อกับแม่มารับลูก...” ผู้หญิงที่มีดวงตาละม้ายคล้ายเขาบอกกล่าวด้วยเสียงนุ่มหวาน เธอแตะฝ่ามือเบาๆที่ข้างแก้มเขาเนิ่นนาน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำสุดท้าย แล้วจับจูงมือเขาให้ออกเดิน “...ไปอยู่ด้วยกันนะจ้ะ”

 

สิ้นคำนั้น ก็ราวจะมีแสงสีขาวทอดยาวมาจากบนฟ้า คลับคล้ายเป็นทางเดินที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา มือข้างซ้ายของเขาถูกกอบกุมด้วยความรักจาก...แม่ มือข้างขาวเขาถูกจับจูงด้วยความห่วงใย...จากพ่อ

 

หมดแล้วความเหนื่อยล้า จบแล้วความเหงาเดียวดาย สิ้นแล้วชีวิตที่โดดเดี่ยว

เขาจะมีครอบครัว ... ครอบครัวที่เขาปรารถนามาเนิ่นนาน

 

คล้ายกับตัวเขาจะเบาโหวง ความรู้สึกต่างๆก็ราวกับจะปลิดปลิวหายไปกับความดำมืดเบื้องหลัง ภาพความทรงจำเก่าๆในหัวสมองก็คล้ายกำลังถูกชะล้างในทุกย่างก้าวที่เขาเดินเข้าใกล้ปลายทางนั้น

 

พ่อกับแม่หันมายิ้มให้เขาทุกจังหวะที่ตัวเขาเริ่มคลับคล้ายจะเลื่อนลอย...

 

ทุกย่างก้าว...

ทุกย่างก้าว...

 

อีกเพียงนิด...

เขาจะหลุดพ้นจากโลกนี้...ชั่วนิจนิรันดร์

 

แต่แล้ว...

 

เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่หัวใจ เจ็บร้าวราวกำลังถูกกระชากออกจากอก เขากรีดร้อง แล้วทรุดตัวลงอย่างไร้เรี่ยวแรง มีเสียงร่ำร้องของใครบางคนดังก้องอยู่ในหัวสมอง มีภาพดวงตาแดงกล่ำของใครบางคนฉายชัดในจินตนาการ...

 

“เจนี่ ได้โปรด...” เสียงนั้นร่ำไห้ เสียงที่ยิ่งทำให้หัวใจเขาราวกับถูกเพลิงเผา “...อย่าทิ้งผมไป อย่าทิ้ง...”

 

เขากอบโกยลมหายใจ ขณะเอามือกุมที่อกข้างซ้าย เสียงนั้นยังคงดังตามมาจากด้านหลัง...ดังราวกลับจะดึงรั้งไม่ให้เขาขยับเท้า ก้าวเดิน

 

“เขายังไม่ตาย!! เสียงนั้นตวาดกร้าวออกมาจากความมืดมิด ราวกับมันดังก้องสะท้อนออกมาจากมิติที่เขาไม่มีวันแตะต้องได้ “และผมก็ไม่สนใจกฎหมายห่าเหวอะไรทั้งนั้น คุณไม่มีสิทธิ์ถอดเครื่องหายใจเขา ได้ยินไหม!”

 

เขาไม่รู้ทำไมน้ำตาถึงไหล ไม่รู้ทำไมถึงต้องหันกลับไปมองความมืดมิดเบื้องหลังทั้งๆที่เบื้องหน้ามีสิ่งที่เขาปรารถนามาแสนนานรอคอยอยู่

 

ครอบครัว และความสงบสุขชั่วนิรันดร์...

 

“แจจุง...” แม่กับพ่อเดินไปรอเขาอยู่แล้วที่ปลายทางนั้น ร่างกายของคนทั้งคู่เปล่งประกายระยิบตา เขามองภาพนั้นเนิ่นนาน แต่ไม่มีแรงพอจะเดินเข้าไปหา แม่ยื่นมือออกมาคล้ายรอรับเขา “...มาเถอะจ้ะ ลูกรัก อย่าทรมานอีกเลย...”

 

และทันทีที่เขาสูดลมหายใจ เพื่อเตรียมจะหยัดตัวลุกขึ้น เสียงทุ้มต่ำที่ดังเว้าวอนอย่างรวดร้าวก็ดังขึ้น...อีกครั้ง

 

“ไม่นะ เจนี่...ไม่...” เสียงนั้นฟังดูแผ่วไหวลง “...อย่าไป อย่าทิ้งผมไป กลับมาหาผมเถอะนะ ทูนหัว ได้โปรด...”

 

หัวใจราวกับจะเจ็บหน่วงมากขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินคำร่ำร้องนั้น แต่เขาจำไม่ได้...จำไม่ได้จริงๆว่าเสียงนั้นคือใคร แล้วทำไม...ทำไมถึงต้องมาเว้าวอนเขาแบบนี้

 

“แจจุง...” แม่กับพ่อก็ยังคงเรียกเขา สายตาของสแครี่ เจ มองสบตาพ่อแม่ สลับกับความมืดเบื้องหลัง...

 

ซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า...

 

“พี่ไม่รักเท็ดดี้ แบร์ตัวนี้แล้วหรือ ไม่รักผมแล้วหรือ...” เสียงจากเงามืดเบื้องหลังนั้นเริ่มขาดห้วง คลับคล้ายเขากำลังร้องไห้ และในวินาทีนั้นเองที่เหมือนมีหยาดน้ำตาของใครบางคนร่วงหล่นจากฝากฟ้าลงมาปะทะที่ข้างแก้มเขา เย็นเยียบ แต่กลับทำให้หัวใจเขาเต้นรัวเร็ว  

 

“พี่อย่าผิดสัญญาสิ คนดี พีสัญญาแล้วว่าจะไม่ยอมเสียสละเท็ดดี้ แบร์ตัวนี้ให้ใครอีก  พี่บอกในเทปนั่น เสียงจริงๆของพี่ในสองประโยคสุดท้ายบอกแบบนั้นไม่ใช่หรือ กลับมาหาผมเถอะคนดี ไม่ว่าตอนนี้พี่จะหลงทางอยู่ที่ไหน ได้โปรด กลับมานะ ทูนหัว กลับมาฟังผมบอกว่ารักพี่อีกครั้งจะได้ไหม ผมจะไม่เรียกร้อง ไม่ทำให้พี่ลำบากใจอีกเลย แต่ขอร้อง อย่าทรมานผมแบบนี้...”

 

จบสิ้นประโยคนั้น สแครี่ เจก็เอามือกดขมับ เขากรีดร้อง เมื่อทุกอย่างเริ่มหมุนขว้าง ภาพที่กดลึกอยู่ในความทรงจำ ภาพที่ไม่มีสายลมใดๆพัดให้ลืมเลือนได้ก็กลับมาปรากฎฉายชัดอีกครา แสงสีขาวเริ่มจางลง ภาพของพ่อแม่ที่ปลายทางนั้นก็เริ่มลางเลือน แต่ภาพใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกระจ่างใสของชายหนุ่มคนหนึ่งกลับเข้ามาปรากฎแจ่มชัดแทนที่

 

เขาหล่อเหลา สดใส และมีนัยน์ตาเรียวเล็กที่อัดแน่นไปด้วยพลังงาน

 

สแครี่ เจจำได้แล้วว่าเสียงนั้นเป็นของใคร จำได้แล้วเมื่อภาพอื่นๆในความทรงจำได้ตามมาฉายซ้ำ ย้ำเตือนราวกับคลื่นน้ำที่โหมกระหน่ำซัดซา

 

เขาจำได้แล้วถึงภาพตอนที่หนุ่มน้อยคนนี้ตกลงไปในหลุมดักจับหมีกริซลีย์ ภาพตอนที่เขาแอบส่งยิ้มให้ในแคนทีน ภาพตอนที่เขาแอบเข้าไปนั่งหลับเป็นเพื่อนในหอสมุด ภาพตอนที่เขาดูกระวนกระวายตอนคุกเข่าเพื่อขอความรัก และภาพตอนที่เขากระโดดโลดเต้นอย่างดีใจเหมือนเด็กๆ เมื่อเจนี่ยอมพยักหน้าตอบตกลง

 

แล้วภาพทุกภาพก็มีแต่เรื่องราวของเราเวียนวน ภาพที่สวยงามและอิ่มอุ่นที่สุดในหัวใจ...

 

ภาพของเท็ดดี้กับเจนี่...

 

ภาพของเรา เรื่องราวของเรา และความรักของเรา...

 

'...บางครั้งฉันกับแมคเคนด์เลส หรือแม้กระทั่งทิโมธี เทรดเวลล์ อาจจะไม่มีอะไรคล้ายกันเลยสักอย่างเดียว...ไม่มีอะไรคลับคล้ายกันเลยอย่างที่ใครหลายคนคิด พวกเขาสามารถทิ้งชีวิตและหัวใจเพื่อธรรมชาติและอิสระเสรีภาพที่พวกเขารักได้หมดทั้งดวง แต่สำหรับหัวใจรักของฉัน...มันกลับถูกพันธนาการไว้แล้วด้วยกำมือของคนเพียงคนเดียว

 

เท็ดดี้ แบร์ของฉัน จะยอมให้โอกาสฉันอีกสักครั้งจะได้ไหม จะยอม...ให้ฉันได้โอบกอดเขาเหมือนวันวานได้หรือเปล่า แล้วฉันสัญญา...สัญญาว่าจะไม่ยอมเสียสละเขาให้ใครอีก และจะหวงแหนเขาด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี...

 

แล้วพบกันในเร็ววันนี้...ยอดรัก’

 

 

“โอ บอย...” เขาสะอื้นครางเครือ เมื่อภาพทุกภาพหยุดลง ... หยุดลงที่ภาพสุดท้าย ... ภาพที่เขาหายใจโรยรินอยู่ในอ้อมกอดที่แน่นหนาของชายหนุ่มคนนั้น ชายหนุ่มที่เขาชอบเรียกขาน “...เท็ดดี้ แบร์ของฉัน”

 

ไม่มีเวลาแล้ว...

 

เขาบอกกล่าวกับตนเอง จากนั้นเขาก็หยัดตัวลุกขึ้นยืน เขาบอกลาพ่อกับแม่ที่ปลายทางแสงสีขาวนั่นทางสายตา พ่อกับแม่ทอดมองเขาอยางเศร้าสร้อย หากแต่ก็ยังจุดประกายรอยยิ้มเพื่อให้กำลังใจกลับมา นั่นคือความรักที่ไม่สามารถหาที่ไหนมาเทียบเคียงได้ รักที่ไร้ข้อแม้ รักที่เป็นนิจนิรันดร์

 

รักจาก...ผู้ให้กำเนิด

 

สแครี่ เจสูดลมหายใจลึก และหลังจากที่ภาพของพ่อกับแม่ค่อยๆเลือนหายไปในเส้นทางสีขาวเบื้องหลังนั่น เขาก็เริ่มตั้งต้นวิ่งฝ่าเข้าไปในความมืดเบื้องหน้านั้นอีกครั้งอย่างไม่กลัวเกรง

 

หากแต่ความมืดมิดก็ได้กลับกลายเป็นมัจจุราชที่รอโอกาสที่จะได้เข้ามาจู่โจมกลืนกินร่างกายเขา เขากำลังจนหนทาง ลมหายใจคล้ายจะหมดจากช่องปอด เมื่อความดำมืดเริ่มคืบคลานขึ้นมาบีบที่ลำคอเขาอย่างทารุณ  เขาสำลักอากาศ เขาพยายามตะเกียกตะกายให้หลุดพ้นจากเงามืดนั้น

 

แต่ก็ไร้ผล...เมื่อมันฉุดดึงเขาให้ค่อยๆจมลงไปใต้ผืนดินอันเย็นเยียบด้านล่าง

 

ทีละนิด...

ทีละนิด...

 

เปลือกตาเขากำลังจะปิดลง ในชั่ววินาทีหนึ่งที่เขาคิดจะปล่อยวางทุกสิ่ง ยอมแพ้แล้วทุกอย่าง หากเสียงเพียงเสียงเดียวที่คอยฉุดรั้งให้เขาสู้ต่อ คือเสียงเพียงเสียงเดียวที่สแครี่ เจจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับไปฟังคำพูดนั้นใกล้ๆอีกครา

 

“เจนี่...” เสียงนั้นดังก้องสะท้อนมาจากปลายทาง “...ผมรักพี่ ได้ยินไหม คนดี ผมรักพี่คนเดียว...”

 

รัก...

น้ำคำนั้นแผ่วเบาหากแต่หนักแน่น

 

“หายใจสิ ที่รัก หายใจ....”

 

รัก...

น้ำคำนั้นบริสุทธิ์และแสนมหัศจรรย์

 

“ไม่! อย่าถอดเครื่องช่วยหายใจ ไม่!! เจนี่ยังอยู่กับผม เขายังอยู่!!

 

รัก...

น้ำคำนั้นมีพลังอันวิเศษที่เยียวยาทุกสรรพสิ่ง

 

“ไม่...ผมขอร้อง อย่าฆ่าผมด้วยวิธีนี้ อย่าพรากเจนี่ไปจากผม ได้โปรด...เจนี่คือหัวใจผม เขาคือชีวิตของผม...”

 

แล้วทุกอย่างในห้วงจินตนาการของเจนี่ ก็ดับมืดลง....ตลอดกาล

 

 

 

“หมอวอลล์คะ ชีพจรคนไข้...” พยาบาลสาวเบิกตาน้อยๆ แต่ไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากจนจบประโยค หมอวอลล์ก็รีบตรงดิ่งไปที่ข้างเตียง แต่นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เท็ดดี้ได้ยิน ประโยคสุดท้ายก่อนที่จะถูกพ่อจับลอคคอให้ออกมาสงบสติอารมณ์ด้านนอก ประโยคสุดท้ายที่ทำให้เท็ดดี้ผู้เข้มแข็งทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ

 

ทรุดลง...พร้อมหัวใจที่แหลกสลายและหยดน้ำตา

 

เจนี่ทิ้งเขาแล้ว...

เจนี่ทิ้งเท็ดดี้ แบร์ไปแล้ว....

 

อากัปกริยาของเท็ดดี้ทำให้ผู้คนที่รออยู่ด้านนอกห้องไอ.ซี.ยูเริ่มรับรู้ถึงข่าวร้าย ... แฮร์รี่ สไตล์เป็นคนแรกที่เดินหนีออกจากที่นั่น เขายกมือขึ้นปิดตา แน่นอนน้ำตาเขากำลังหลั่งริน ความผิดเกาะกินหัวใจเขาอย่างไม่เหลือชิ้นดี ... ลูอิส ทอมลินสันมองตามเพื่อนสนิทไปด้วยความรู้สึกคล้ายคลึงกัน ขอบตาเขาร้อนผะผ่าว เขาเงยหน้าขึ้นมองฟ้า แล้วกลั้นหยดน้ำตาให้ไหลคืนสู่หัวใจ ... เลียม เพย์นที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับลูอิสมีอาการของคนที่กำลังชอคสนิท ตาเขาเบิกกว้าง ตัวเขาชาหน่วง นานหลายวินาทีก่อนที่เขาจะรู้สึกตัว แล้วหันหลังไปทุบกำปั้นกับกำแพงจนข้อนิ้วเริ่มแดงระบม ... มิคกี้ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่ไม่คิดจะเก็บน้ำตาเพราะศักดิ์ศรีใดๆ เขาร้องไห้สะอื้นเหมือนเด็กๆ เขาเดินวนไปวนมาราวกับควบคุมตัวเองไม่ได้

 

นี่คือบทพิสูจน์ นี่คือคำยืนยัน นี่คือการแสดงออกที่จะทดแทนคำพูดเป็นหมื่นเป็นล้านได้ว่า...

 

สแครี่ เจหรือมิสเตอร์คิมของเราไม่ใช่มนุษย์ที่สังคมหวาดกลัว แต่เขาป็นมนุษย์ เป็นเพื่อน เป็นพี่ และเป็นคนรักที่วิเศษที่สุด...เสมอมา

 

แต่ต่อจากวินาที...จะไม่มีแล้วเพื่อนที่แสนดี ไม่มีแล้วรุ่นพี่ที่คอยสั่งสอน ไม่มีแล้วคนรัก...ที่รักยิ่งกว่าดวงใจ

 

ไม่มีแล้ว...สแครี่ เจ ที่นักศึกษาทุกคนในเบิร์กลีย์รู้จักและขนานนาม

ไม่มีแล้ว...มิสเตอร์คิม ที่ทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตให้กับธรรมชาติและสัตว์ป่าที่เขารักใคร่

 

ไม่มีอีกแล้ว...

เจนี่ของเท็ดดี้...

 

ไม่มีอีกแล้ว...

เหตุผลที่จะหายใจต่อไป

 

เท็ดดี้สะบัดตัวออกจากทุกฝ่ามือที่พยายามรั้งตัวเขาไว้ เขาไม่ต้องการความสงสาร ไม่ต้องการคำปลอบโยน ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น นอกจากชีวิตของเจนี่...

 

เพราะชีวิตของเจนี่ คือชีวิตของเท็ดดี้ด้วยเหมือนกัน

 

แต่ไม่ทันที่เขาจะออกตัววิ่งเพื่อหนีไปจากความจริงอันโหดร้ายที่กำลังทรมานให้เขาตายทั้งเป็นอย่างช้าๆ เสียงเพียงเสียงเดียวที่สามารถรั้งขาเขาไว้ได้ คือเสียงของคนที่เจนี่เรียกว่า...แม่

 

“จะทิ้งลูกชายฉันไปอีกแล้วหรือ?”

 

คำถามนั้นราวกับธนูที่พุ่งมาปักอก เท็ดดี้เบนนัยน์ตาแดงกล่ำกลับไปมองสบผู้สูงวัยกว่า เธอยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าห้องไอ.ซี.ยู

 

“เจนี่ต่างหากที่ทิ้งผม..” เท็ดดี้กัดฟันเพื่อข่มกลั้นอารมณ์ที่กำลังร้าวราน “...เขาทิ้งผมไปแล้ว”

 

เอริโกะจับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าด้วยใบหน้าที่ไม่สื่ออารมณ์หรือความหมายอื่นใด แม้เธอจะเป็นคนเดียวที่ได้รับอนุญาติให้อยู่กับเจนี่จนถึงวินาทีสุดท้าย แต่กลับเป็นคนเดียวที่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของหยาดน้ำตา

 

“ทิ้งหรือ?” แต่แล้วดวงตาของเธอก็คลับคล้ายจะส่องประกายบางอย่าง ประกายที่ทำให้ช่องปอดของเท็ดดี้ราวกับมีออกซิเจนเข้ามาเติมเต็มอีกครา “ตั้งแต่ฉันเลี้ยงเขามา เจไม่เคยทิ้งของที่เขารักเลยสักชิ้น ไม่ว่าของชิ้นนั้นจะแตกหักหรือเก่าแก่จนผุผังไปตามกาลเวลามากแค่ไหน เขาจะเก็บมันไว้ใกล้ๆตัวเสมอ เขาจะถนอมทุกสิ่ง...และแน่นอน เขาย่อมถนอมคนที่เขารักมากกว่าอื่นใด”

 

เท็ดดี้อยากแค่นเสียงออกจากลำคอเพื่อตั้งคำถามมากมายกับคนตรงหน้า แต่ติดตรงที่ว่าเขากลับควานหากล่องเสียงของตัวเองไม่เจอเลยสักที เขาได้แต่ยืนนิ่งๆเหมือนคนโง่เง่า และได้แต่ปล่อยให้คำพูดของคู่สนทนาล่องลอยเข้ามาในโสตประสาทเขาอย่างช้าๆ

 

“เจเคยร้องไห้แทบจะขาดใจเมื่อตอนปลายปีสองพันเก้า...” เอริโกะเว้นจังหวะ ด้วยการมองสบตาเด็กหนุ่มตรงหน้า “...นั่นคือช่วงหกเดือนก่อนที่เขาจะจบจากยูซี เบิร์กลีย์ วันนั้นหิมะตกหนักมาก และเป็นวันที่ฉันตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นเจนอนร้องไห้อยู่ที่โซฟาข้างหน้าต่าง เขาไม่เคยร้องไห้ แต่วันนั้นเขาร้องไห้อย่างหนักและกอดรัดตัวเองเอาไว้ด้วยสองแขนอย่างแน่นหนา ฉันพยายามถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ไม่ยอมตอบ ประโยคเดียวที่เขายอมพูด...” เอริโกะปลดปล่อยลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ เธอยังคงสบตาเท็ดดี้อย่างไม่ผละหนี “...คือ แม่ช่วยที ช่วยออกไปดูเขาที เขาเอาแต่พร่ำพูดแบบนั้น จนฉันต้องปลงใจและทำตามคำขอร้องของเขา และนั่นเองที่ทำให้ฉันได้รู้สาเหตุ เมื่อออกมาพบเธอนั่งคุกเข่าตากหิมะอยู่ที่บันไดหน้าอพาร์ทเม้นท์ของเรา”

 

เท็ดดี้จนด้วยคำพูดทั้งหมด หัวใจของเขาราวกับถูกจับทิ้งดิ่งลงไปที่พื้นดินแล้วถูกเหวี่ยงให้ลอยสูงสู่ฟ้า ความจริงที่เขาไม่เคยรู้ ความรู้สึกที่แท้จริงของเจนี่  ความรู้สึกที่ทำให้ทิฐิที่เขาเคยก่อร่างขึ้นมาตลอดสามปีกลายเป็นเรื่องโง่เง่าและเลวร้ายสิ้นดี

 

“ต่อจากวันนี้ไป ฉันหวังว่าจะไม่เห็นลูกชายของฉันต้องนอนร้องไห้อีก...” เอริโกะเริ่มคลายรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก รอยยิ้มทีทำให้ดวงตาที่แดงกล่ำของเท็ดดี้เบิกกว้างขึ้น “...ฉันหวังว่าพวกเธอจะดูแลกันและกัน ให้สมกับที่พระเจ้าทรงเมตตา...”

 

“คุณ...หมายความว่า...”

 

“เจไม่เคยบอกเธอหรือ...” น้ำเสียงของเอริโกะแจ่มใส “...ว่าเขาไม่ชอบนอนนานเกินวันละแปดชั่วโมง”

 

“ขอบคุณพระเจ้า...”เท็ดดี้กำลังหลุดรอยยิ้มออกมาเหมือนคนบ้า เขาเอามือแนบหน้าผากก่อนจะหลุดหัวเราะ “ขอบคุณ...”

 

“ไปสิ...” เอริโกะยิ้มให้เท็ดดี้ “...เขาอาจจะรอเธออยู่ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อฟังคำลา แต่เพื่อฟังคำที่เธอจะบอกกับเขาว่า...ยินดีต้อนรับที่กลับมา”

 

นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่เท็ดดี้จะวิ่งกลับไปที่ห้องไอ.ซี.ยู วิ่งกลับไปที่ข้างเตียงของคนที่เกือบจะปลิดขั้วหัวใจเขาติดมือไปด้วยอย่างใจร้าย เจนี่ยังนอนหลับตานิ่งสนิท ใบหน้านั้นยังไร้สีเลือด หากแต่ท่วงจังหวะของอะไรบางอย่างที่อกข้างซ้ายของเจนี่กลับดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของเท็ดดี้อย่างเด่นชัดเมื่อเขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ แล้ววางใบหน้าของเขาลงที่อกช้างซ้ายของเจนี่อย่างแผ่วเบาราวขนนก

 

“เสียงหัวใจของพี่...” เท็ดดี้ผละตัวออกช้าๆ แล้วประทับจุมพิตเบาๆที่ข้างขมับของเจนี่ “...เพราะที่สุดในโลกเลย คนดี”

 

เท็ดดี้เกลี่ยปอยผมให้เทวดาที่ยอมกลับมาจำแลงร่างเป็นมนุษย์อีกครั้ง....

 

“พี่อาจจะเบื่อที่จะฟัง...” เท็ดดี้ทอดมองแพขนตาที่ทอดตัวอย่างสงบอยู่ภายใต้เปลือกตาของคนที่ยังคงหลับใหล “...แต่ถ้าพี่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง คำนี้จะเป็นคำแรกที่พี่จะได้ยิน...”

 

และเขาก็โน้มตัวกลับเข้าไปใกล้อีกนิด ...ใกล้อีกนิด.... เพื่อกระซิบถ้อยคำนั้นให้เจนี่ได้ฟัง

 

คำที่กระซิบแผ่วเบาว่า...รัก

 

และนั่นคือรัก...

น้ำคำเดียวที่สามารถทำให้กราฟชีพจรหัวใจของคนที่ใกล้จะสิ้นลมกลับมาเต้นในท่วงจังหวะเดิมอีกครา

 

“ผมรักพี่ ... เจนี่”

 

.

.

.

 

คุณรู้ไหม?

บาบาร่า เอช. แห่งนิตยสาร พีเพิล มองเห็นอะไร...เมื่อสะกดรอยตามบริตทานี ไคลน์มาที่ร้านสตาร์บัคสาขาเล็กๆแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ของวอชิงตัน ดี.ซี.

 

แน่นอน เธอมองเห็นเท็ดดี้ ยุนโฮ แมคเกรเกอร์นั่งพิงพนักเก้าอี้นิ่งๆอยู่ในชุดสูทหล่อเหลาที่นานๆครั้งเขาจะยอมใส่ให้ดูเป็นขวัญตา ดูเหมือนว่าเขาจะตรงดิ่งมาที่นี่ทันที หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจพบปะกับประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าที่ทำเนียบขาว

 

โอ้...ไม่ใช่ว่าเท็ดดี้ของเราจะไปลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกาในนามของพรรคเดโมแครตอะไรเทือกนั้นหรอกนะ เขาแค่ไปพบปะผู้นำสูงสุดของประเทศตามธรรมเนียมที่บรรดาทีมแชมป์จากลีกต่างๆ ของกีฬายอดนิยมในเมืองลุงแซม ไม่ว่าจะเป็น บาสเกตบอล เอ็น.บี.เอ เบสบอล ฮอคกีน้ำแข็ง และแน่นอน ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ...อเมริกันฟุตบอล เอ็น.เอฟ.แอล...ที่จะต้องเข้าพบประธานาธิบดีเสมอ

 

มีข่าววงในเล็ดลอดมาว่า หลังจากที่ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าทำการอำเดวิค แบคแฮมว่าเก๋า (หรือในความหมายที่แท้จริงคือ แก่) จนนักเตะในทีมครึ่งหนึ่งแทบจะเป็นลูกของหนุ่มเบคส์ได้อยู่แล้วนั้น มาถึงครั้งนี้โอบาม่าก็ยังไม่ทิ้งลายนักอำชั้นเซียน มีข่าวลือว่าเขาแซวแฮร์รี่ สไตล์กับทรงผมหยิกเป็นลอนของพ่อรันนิ่ง แบคสุดจี้ดของ ซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส ว่า...เป็นทรงผมที่ทำให้เขาระลึกถึงคุณย่าที่ประเทศเคนย่าเหลือเกิน

 

โอ มาย ก้อดเน้ส!

 

แต่นั่นก็ไม่ได้เรียกเสียงฮือฮาได้เท่ากับตอนที่เขาเข้าไปจับมือทักทายกับพ่อควอเตอร์แบคสุดฮอตของเรา  เท็ดดี้ยังคงหล่อเหลาเหลือร้าย คลับคล้ายเขาคือนายแบบค่าตัวสูงลิ่วที่เกิดเดินพลัดหลงออกมาจากเวทีแคทวอคค์ของ ดอลเช่ แอนด์ กาบาน่า เท็ดดี้จับมือทักทายกับประธานาธิบดีด้วยรอยยิ้ม แม้จะมีข่าวลือลับๆว่าตระกูลแมคเกรเกอร์ของเท็ดดี้ไม่ค่อยโปรดปรานพรรคเดโมแครตเท่าไหร่ก็เถอะ เพราะคุณลุงของเท็ดดี้เป็นสมาชิกของพรรครีพับรีกัน และเขาก็หัวรุนแรงพอดู เขาต่อต้านโอบาม่า โจมตีการบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลว และปัญหาคนว่างงานที่กำลังจะล้นประเทศพอๆกับสาขาที่แตกหน่ออย่างไม่หยุดยั้งของแมคโดนัลล์ แต่ดูเหมือนเท็ดดี้จะไม่ได้คิดอย่างนั้น หรือเพิ่งจะไม่คิดอย่างนั้น...เมื่อไม่นานมานี้เอง...

 

เมื่อเขาได้มีโอกาสฟังประธานาธิบดีบารัค โอบามา ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอบีซี นิวส์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า

 

“ผมเพิ่งได้ข้อสรุปสำหรับตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมที่จะต้องเดินหน้าและออกมายืนยันว่า ผมคิดว่าคนเพศเดียวกันควรแต่งงานกันได้”

 

และนั่นล่ะ คือสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องฮือฮาขึ้น เมื่อเท็ดดี้ซึ่งใครๆก็รู้ว่ากำลังคบหาดูใจกับนางฟ้าคนล่าสุดของวิกตอเรีย ซีเครทอย่างบริตทานี ไคลน์อยู่ กลับประกาศตัวสนับสนุนความคิดนี้ของโอบาม่าด้วยความ...เต็มใจ...และเห็นด้วยอย่างสุดซึ้ง!

 

โอ มาย ก้อด...โอ มาย ก้อด!!!!

 

หลายคนที่ได้ยินคำพูดนี้ของเท็ดดี้ถึงขั้นแทบจะเอาหัวคิ้วมาขมวดปมรวมกัน แน่นอนล่ะ ทุกคนเริ่มตั้งข้อสงสัยในตัวเขา แต่ไม่มีใครฟันธงได้ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้บาบาร่า เอช. บรรณาธิการมือฉมังของ พีเพิล ที่ทุกคนราวกับจะฝากฝังความหวังในเรื่องความกระหายอยากต่อความเป็นไปของบรรดาเซเลปบริตี้ไว้ในกำมือเธอ จำเป็นต้องติดตามบริตทานี ไคลน์มาถึงที่นี่

 

และสิ่งที่บาบาร่าไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น...หลังจากบริตทานี ไคลน์ก้าวเท้าเข้าไปในร้านสตาร์ บัคส์นั่นไม่ถึงสิบนาที

 

เธอเดินเข้าไปในนั้นคนเดียว โดยปล่อยให้ผู้จัดการส่วนตัวที่หน้าเหมือน คริส โคลเฟอร์ จากซีรีย์เรือง กลี ให้ต้องยืนหน้ายับอยู่ด้านนอกร้านอย่างหงุดหงิด บริตทานีถอดแว่นตากุดชี่ออกจากใบหน้า ส่งยิ้มทักทายที่ติดออกจะเศร้าสร้อยให้แฟนหนุ่มของเธอตอนที่เขาหยัดตัวลุกขึ้นยืนเพื่อเดินมาเลื่อนเก้าอี้ให้

 

ไม่มีใครรู้ว่าเขาสนทนาอะไรกันบ้าง หรือบางทีพวกเขาอาจจะแทบไม่ได้พูดอะไรกันเลยด้วยซ้ำ พวกเขาแค่มองตากัน แต่บรรยากาศมันไม่ได้เจือกรุ่นไปด้วยละอองไอรักอย่างที่ภาพยนตร์โรแมนติควัยรุ่นของช่องดิสนีย์ แชนแนลชอบทำ มันดูเหมือนจะมีแต่ความอึดอัด หลายครั้งที่บริตทานียกมือขึ้นเสยผมสีดำสนิทของตัวเองไปมา ใช่...คุณอาจจะยังไม่รู้ บริตทานีย์ยอมผมบลอนด์ทองธรรมชาติของเธอเป็นสีดำแล้ว เธอให้สัมภาษณ์กับพีเพิลว่าเธอต้องเปลี่ยนสีมันเพราะงาน แต่...ใครจะรู้...มันอาจจะมีสาเหตุที่ลึกซึ้งกว่านั้นซ่อนอยู่

 

เท็ดดี้เองก็ดูจะอึดอัดไม่น้อยไปกว่าบริตทานี เขาเอามือกุมประสานไว้ที่หน้าตัก ไขว่ห้างด้วยท่วงท่าภูมิฐานราวกับนักธุรกิจชั้นนำในย่านแมนฮัตตัน เขาจิบกาแฟอยู่บ่อยครั้ง จนในที่สุดสิบนาทีแห่งความเงียบก็จบลง เมื่อเท็ดดี้สูดลมหายใจลึก แล้วยื่นมือเรียวยาวของเขาไปจับมือแฟนสาวเอาไว้ เขาพูดอะไรบางอย่างอยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งบริตทานีสะบัดมือ เธอหยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จากนั้น...

 

เธอก็ตบเท็ดดี้!

 

โอ บิชชี่!!

 

แล้วเธอก็เดินน้ำตาคลอออกจากร้านไปอย่างไม่เหลียวแลใคร

 

และแน่นอน...บาบาร่า เอช. ได้กลิ่นโชยของข่าวใหญ่ในหน้านิตยสารฉบับพรุ่งนี้แล้ว!

 

ปิดฉากแล้ว รักราวเทพนิยาย…

ของนางฟ้าปีกหักแห่งวิกตอเรีย ซีเครท!

และ

ปรดติดตามปฐมบทรักครั้งใหม่ของเท็ดดี้

ขอบอก งานนี้มีร้อง...อุปส์!

 

.

.

.

 

 

คุณรู้ไหม?

เท็ดดี้มองเห็นอะไร...หลังจากบินด่วนจากสนามบินนานาชาติวอชิงตันดัลเลส มาลงยังสนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโก ก่อนจะรีบเช่ารถฮัมเมอร์จากสนามบินเพื่อขับต่อไปยัง...ชายป่าทามาพายส์

 

ขับต่อไปยัง...บ้านของเรา

 

แน่นอน คุณอาจจะไม่รู้ว่าเขามองเห็นอะไร…

 

และอาจจะไม่รู้ว่าเขากำลังรู้สึกอะไรตอนที่ดับเครื่องยนต์ลงตรงหน้าบ้านไม้ชั้นเดียวของปู่

 

ทวดา...

 

ใช่หรือเปล่าหนอ?

 

หัวใจของเท็ดดี้ที่เคยเต้นอย่างสงบนิ่งสั่นระรัว เมื่อยามขยับปลายเท้าเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ลมหายใจของเขาเริ่มกระชั้นด้วยความตื่นกลัว ราวกับเป็นสัตว์ตัวจ้อยที่กำลังหวั่นเกรงอำนาจของเจ้าป่า

 

เจ้าป่าที่กำลังหลับตานิ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขา เขาดูงดงามราวกับหินสลัก เท็ดดี้ประหวั่นใจเหลือเกินตอนที่รู้สึกว่าระยะห่างระหว่างพวกเขากำลังลดน้อยลง

 

เทวดามีปีกหรือเปล่าหนอ...

 

เทวดาจะบินหนีเขาไปไหม หากเขาเยื้องกายเข้าไปใกล้มากกว่านี้?

 

แต่แล้วเทวดาก็รู้สึกตัว เขาค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า เขาสูดลมหายใจแล้วกอบโกยอิสระภาพที่แพร่กระจายอยู่รอบตัวให้เข้าไปไหลวนในจิตวิญญาณ เขานอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้โยกที่หน้าระเบียงบ้าน ซึ่งล้อมรอบด้วยดอก ฟอร์เกท มี นอท ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง

 

สวยสด แต่ไม่มีวันงดงามได้เท่าครึ่งหนึ่งของ...เจนี่

 

เจนี่...ของเขา

 

เท็ดดี้ค่อยๆผ่อนปรนน้ำหนักฝีเท้าให้แผ่วเบาที่สุด ตอนที่ค่อยๆก้าวเท้าขึ้นไปบนระเบียงบ้านนั้น เจนี่ยังคงไม่รู้ตัว เท็ดดี้ได้ยินเสียงเขาฮัมเพลงหยอกล้อโต้ตอบกับนกตัวน้อย เสียงนั้นไพเราะ แม้จะแผ่วเบาหากแต่กลับดังสะท้อนอยู่ในอกข้างซ้ายของเท็ดดี้อย่างชัดเจน

 

“ผมกลับมาแล้ว...”

 

เท็ดดี้โน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหูเจนี่ เขาสะดุ้งน้อยๆ แต่สุดท้ายก็นิ่งสงบเมื่อเท็ดดี้จรดปลายจมูกที่ข้างแก้มเขาเนิ่นนาน...

 

เนิ่นนาน...ให้สมกับความคิดถึงตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ต้องห่างไกลกัน

 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน...” เจนี่กระซิบบอก ขณะยกมือขึ้นแตะเบาๆที่ข้างแก้มเท็ดดี้

 

“นั่นคือคำที่วิเศษสุดสำหรับผมเลย คนดี” เท็ดดี้ดึงมือนั้นมาจุมพิต เขาเดินมาทรุดนั่งอยู่ตรงหน้าเจนี่ พวกเขามองสบตากัน และครั้งนี้ไอรักลอยกรุ่นอยู่รอบตัว “พี่เป็นยังไงบ้าง กินยาตรงเวลาหรือเปล่า ยังปวดแผลอยู่ไหม นอนหลับหรือเปล่า แล้ว...”

 

“คิดถึงผมไหม?...”  เจนี่พรูลมหายใจช้าๆ พร้อมรอยยิ้มบางเบา เท็ดดี้หัวเราะเมื่อโดนดักทางถูก “...กำลังจะถามแบบนั้นสินะ”

 

“ถ้าพี่รู้แล้ว ก็ตอบให้ผมชื่นใจหน่อยสิ” พ่อหนุ่มสุดฮอตของเรากำลังกลายสภาพเป็นเด็กขี้อ้อนอีกแล้ว

 

“อยากฟังคำตอบแบบไหนล่ะ” เจนี่เอามือเสยผมเขาเล่น “อยากฟังแบบไหน ก็จะพูดให้ฟังแบบนั้น”

 

“โถ่ ฮันนี่” เท็ดดี้แสร้งทำหน้าเสียใจ “มันเหมือนพี่ไม่เต็มใจจะพูดเลยนะ”

 

“โอ บอย” แล้วเจนี่ก็หัวเราะเขาเบาๆ

 

“ไม่ตลกเลย เจนี่” เท็ดดี้ทำเสียงเข้ม “ผมคิดถึงพี่แทบบ้า แต่ดูพี่สิ...” แล้วเท็ดดี้ แบร์ตัวโตที่แสนจะขี้ใจน้อยก็ทำท่าจะหยัดตัวลุกขึ้นยืน เขาทำท่าจะเดินหนี แต่เจนี่ก็คว้าข้อมือเขาเอาไว้

 

“ผมไม่ใช่พวกที่พี่จะมาตบหัวแล้วลูบหลังได้ง่ายๆหรอกนะ เจนี่ บอกชัดๆไว้ตรงนี้เลย” เท็ดดี้ยังคงยืนหันหลัง แต่แอบยกยิ้มมุมปากอย่างเหลือร้าย

 

“อย่างนั้นหรือ?” เสียงของเจนี่ยังคงเรียบเรื่อยเหมือนเคย “แล้วถ้าเปลี่ยนจากตบหัวแล้วลูบหลัง เป็นตบหัวแล้ว...” เท็ดดี้ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอย่างช้าๆจากด้านหลัง “...จูบล่ะ”

 

“ถ้าเป็นอย่างหลัง...” เท็ดดี้หมุนตัวกลับมา แล้วรั้งเอวของเจนี่มาประชิด “...ผมยอมให้พี่ถอนรากต้นไม้มาฟาดหัวผมได้เลย”

 

เจนี่มองตาเขา แล้วหัวเราะเจือรอยยิ้มน้อยๆ

 

รอยยิ้ม...ที่ทำให้หัวใจคนมองกระตุก แล้วสะดุด...ตกหลุม...รักอยู่ร่ำไป

 

“ดูเหมือนเท็ดดี้ แบร์ของฉันจะจำศีลมานานแล้วสินะ”

 

ปลายจมูกของพวกเขาเริ่มแตะกัน...เท็ดดี้พยายามกลั้นลมหายใจ และสะกัดกลั้นอารมณ์ที่เริ่มพัดกระหน่ำ

 

อันตรายทุกที...ที่อยู่ใกล้เจนี่

 

“สามปีกับอีกสี่เดือนเต็มๆ...” เขาพยักหน้ายอมรับ ก่อนจะพรูลมหายใจช้าๆ “...และอาจจะต้องต่อไปอีก จนกว่าอาการของพี่จะหายดี”

 

“โอ บอย...” เจนี่เอียงใบหน้า แล้วกลั่นแกล้งเท็ดดี้ให้แทบจะขาดใจตายคาอกเขาด้วยการประทับริมฝีปากที่ปลายคาง “...ทรมานน่าดูสินะ”

 

“มีช่วงหนึ่งที่มือขวาของผมซ้นทั้งข้อนิ้ว ทั้งข้อมือ...” เท็ดดี้หลับตา เขาหัวเราะ ขณะที่รู้สึกถึงบางอย่างที่เริ่มไม่ปกติ “...ช่วงนั้นนรกสิ้นดีเลย ผมช่วยตัวเองไม่ได้ แถมพี่ก็มาปรากฏตัวในความฝันผมบ่อยจนน่าวิตก”

 

“ฝันถึงฉันหรือ?” ลมหายใจของเจนี่ปะทะเบาๆที่ลำคอเขา พวกเขายืนกอดกันอยู่ท่ามกลางสายลม เท็ดดี้โอบกระชับอ้อมแขนของตนเองให้แน่นหนาขึ้น อ้อมแขนที่จะทำหน้าที่ไม่ต่างจากผ้าห่ม อ้อมแขนที่เป็นดั่งกำแพงคุ้มภัย และเป็นอ้อมแขนที่จะไม่เปิดรับใครอีกนอกจาก...เจนี่ของเขา...เพียงคนเดียว

 

“เกือบทุกคืน...” เสียงของเท็ดดี้หนักแน่น หากแต่เจือแววปวดร้าวเมื่อนึกถึงอดีต “...ช่วงหนึ่งปีแรก ผมแทบบ้าเลย รู้ไหม เพราะแค่หลับตา หน้าพี่ก็ลอยขึ้นมาเสียแล้ว ผมคิดถึงพี่มากจนแทบคลั่ง...”

 

“ไม่โกรธหรือ?” เจนี่ถามเขาเสียงเบา ขณะใช้ฝ่ามือลูบแผ่นหลังเท็ดดี้คล้ายปลอบประโลม ... นั่นทำให้เท็ดดี้ยิ่งอยากจะกอดเจนี่ให้แน่นขึ้น

 

และอยากรัก...รัก...รักให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกร้อยเท่า พันเท่า

 

“ตอนนั้นน่ะหรือ...โกรธสิ โกรธมาก ทั้งโกรธทั้งรัก ตีผสมปนเปกันไปหมด” แล้วเท็ดดี้ก็จูบขมับเจนี่ของเขา “แต่ตอนนี้ ผมรู้ความจริงแล้ว”

 

“ความจริงอะไร?” เจนี่ค่อยๆผละตัวออกมาสบตาเขา

 

เท็ดดี้ยิ้ม ยิ้มที่ทำให้หัวใจที่เคยแข็งเป็นหินของเจนี่ หลอมละลายลงอีกครั้งในพริบตา

 

“ความจริงที่ว่า...” เท็ดดี้ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่เริ่มจะยาวปรกดวงตาของเจนี่ออกอย่างช้าๆ “...พี่รักเท็ดดี้ แบร์ตัวนี้ ไม่น้อยไปกว่าที่เท็ดดี้ แบร์หน้าโง่ตัวนี้...” เขาโน้มใบหน้าหล่อเหลามาชิดใกล้ “...ก็ตกหลุมรักพี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วเหมือนกัน”

 

เจนี่แค่ยิ้มรับ เขาไม่ได้พูดอะไร

 

แน่นอน...

เขาไม่สามารถพูดอะไรได้อีก ในเมื่อริมฝีปากของเขาตอนนี้ไม่ได้เป็นอิสระพอที่จะเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาได้

 

ตอนที่ริมฝีปากพวกเขาแนบประทับกัน เจนี่คลับคล้ายได้ยินเสียงนกร้องเพรียกหากันในสายลม  ตอนที่ปลายลิ้นพวกเขาสัมผัสกัน เจนี่คลับคล้ายได้ยินเสียงใบไม้พริ้วไหวเป็นท่วงทำนองแห่งจังหวะเพลงรัก  และตอนที่ร่างกายของเขาถูกโอบประคองด้วยอ้อมแขนอันแข็งแกร่งของเท็ดดี้ เจนี่ก็คลับคล้ายได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นกระหน่ำ

 

“โอ บอย...” เขาหลุดเสียงออกมา เมื่อแผ่นหลังสัมผัสพื้นผิวนุ่มของโซฟากลางห้อง ... โซฟาที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งรัก “...ช้าๆหน่อย”

 

และเพราะคำเว้าวอนนั้น ทำให้คิ้วของเท็ดดี้ขมวดเข้าหากันอย่างวิตกกังวล เขาผละจูบที่เกือบจะควบคุมไม่ได้ออกมาอย่างรวดเร็ว เขาเฝ้ามองเจนี่กอบโกยลมหายใจอย่างยากลำบากด้วยนัยน์ตาเศร้าสร้อย และรู้สึกผิด

 

“ผมขอโทษ คนดี...” เท็ดดี้แค่นเสียงออกจากลำคออย่างยากลำบาก “...ผมน่าจะควบคุมตัวเองให้มากกว่านี้ ผมควรจะรู้ว่าปอดของพี่...” เท็ดดี้หลับตาแน่น  ขบกรามจนเป็นสันนูน “...ยังไม่สมบูรณ์ดี”

 

“ฉันไม่เป็นไร...” เจนี่แตะปลายนิ้วที่ข้างแก้มเขา “...และได้โปรด เชื่อเถอะ จูบของนาย ยังคงเป็นจูบที่วิเศษสุดเสมอมา”

 

เท็ดดี้ค่อยๆลืมตาขึ้นมาจ้องมองคนที่หน้าตาเริ่มแดงระเรื่อเพราะอาการเหนื่อยหอบ เขาพยายามฝืนยิ้ม แต่สุดท้ายก็ต้องพรูลมหายใจ เท็ดดี้ส่ายหน้าช้าๆอย่างเจ็บปวด ตอนที่ทำท่าจะผละตัวออกห่าง

 

“ได้โปรด...” เจนี่รั้งเขาไว้ “...อย่าไป”

 

“นี่มันยากสำหรับผม ทูนหัว” เขาเอามือเสยผม เสียงของเท็ดดี้สับสน “ผมควบคุมตัวเองไม่ได้แน่ ถ้า...”

 

“ถ้าฉันขอร้องให้เข้ามาอย่างนั้นหรือ...”

 

เท็ดดี้หันกลับไปสบตากับเจนี่ ... เจนี่ที่แสนเถรตรงเหลือเกิน

 

“ถ้าถึงตอนนั้น พี่ก็รู้...ผมจะไม่ฟังคำขอร้อง แต่ผมจะทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ ตามความต้องการ” เท็ดดี้ส่ายหน้า ขณะยอมกลับลงมานั่งชันเข่าที่ตรงหน้าเจนี่อีกครั้ง เขาดึงมือเจนี่มากุมไว้ ประทับจูบซ้ำไปซ้ำมาบนรอยแผลเป็นที่ยังตกสะเก็ดอยู่ในความทรงจำของเขา “ผมไม่มีวันทนได้แน่ หากต้องเห็นพี่กลับไปทรมานแบบนั้นอีก ไม่มีวัน...”

 

“มองตาฉันสิ เท็ดดี้” เจนี่ใช้ฝ่ามือประคองให้เท็ดดี้เงยหน้าขึ้นมาสบตากัน “มองดูให้ดี ว่าตอนนี้ฉันไม่ได้กำลังทรมานอยู่หรือ”

 

“เจนี่...”

 

“ไม่มีความเจ็บปวดใดๆในโลกนี้ ที่จะทรมานฉันได้...” เจนี่ค่อยๆดึงตัวเขาเข้าไปใกล้ จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน “...นอกจากการต้องอยู่ห่างไกลจากเท็ดดี้ แบร์ของฉันอีกแล้ว”

 

เท็ดดี้ยิ้มรับ ใจเขาอ่อนยวบยาบไม่เหลือชิ้นดีแล้วเมื่อได้ฟังประโยคสุดวิเศษนั้น  

 

“นี่อาจจะช่วยให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น...” เท็ดดี้ค่อยๆเลื่อนฝ่ามือขึ้นไปที่ขอบกางเกงของเจนี่ เท็ดดี้ในนัยน์ตาของเจนี่เวลานี้ช่างสมบูรณ์แบบ เขาหล่อเหลาราวเทพบุตร และเจือกรุ่นเสน่ห์ความเป็นชายที่ทำให้หัวใจคนมองแทบหยุดเต้น “...ถ้าพี่จะได้ปลดปล่อยมันออกมา”

 

“นั่นจะไม่ทรมานนายหรือ?” เจนี่ยกสะโพกขึ้นน้อยๆ

 

“ผมทนได้...” เท็ดดี้ยกยิ้มมุมปาก ยิ้มที่เหมือนจะกัดหัวใจของเจนี่ให้ต้องขาดกระจุย “...และอย่างน้อยนี่น่าจะเป็นการพิสูจน์ เพื่อให้ผมได้รู้...” และเขาก็ดึงรั้งกางเกงของเจนี่ให้หล่นลงมากรอมที่ข้อเท้า “...ว่าริมฝีปากของผมยังทำหน้าที่อื่นได้ดี...ไม่แพ้จูบที่พี่ชื่นชมว่าสุดวิเศษสุดนั่นอยู่หรือเปล่า”

 

.

.

.

 

 

และ...

 

คุณรู้ไหม?

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น...

 

เกิดอะไรขึ้น...หลังจากที่เจนี่รับรู้ถึงความอุ่นร้อนที่เข้ามาเติมเต็มแทนที่ความเหน็บหนาวของฤดูเหมันต์

เกิดอะไรขึ้น...หลังจากที่เขาต้องกอบโกยลมหายใจ แล้วกัดริมฝีปากจนซีดขาว

เกิดอะไรขึ้น...หลังจากที่เขาต้องขยับสะโพกน้อยๆอย่างทรมาน

เกิดอะไรชึ้น...หลังจากที่เขาร้องคราง แล้วขยุ้มผมของคนตรงหน้า

 

โอ...บอย

 

และเกิดอะไรขึ้น...หลังจากที่เขากระซิบพร่ำ

 

โอ...กู้ดบอย

 

แน่นอน...หลังจากนั้น เท็ดดี้ก็เร่งเร้าจังหวะริมฝีปากและปลายลิ้น เพราะเขาอยากเป็น...กู้ดบอย

 

เขาอยากเป็น...เด็กดี

 

เด็กดี...ของเจนี่

 

“กลืนเข้าไปทำไม...” เจนี่กระซิบเสียงแหบพร่า หลังจากจ้องมองเท็ดดี้ที่ใช้ปลายนิ้วโป้งเช็ดไล้มุมปากของตัวเองด้วยท่าทางที่หากสาวๆค่อนโลกมาเห็นก็คงอยากจะกรีดร้องจนแทบคลั่ง คลั่ง แล้วก็คลั่ง จนถึงขึ้นพร้อมจะยอมพลีกาย ถวายตัวแทบเท้าเขาเสียเดี๋ยวนั้น

 

แต่ขอโทษทีนะ...

เขาไม่ใช่...ของคุณ! 

 

“โค้ชบอกผมต้องเพิ่มกล้ามเนื้อให้มากขึ้นกว่าเดิมนะ เจนี่” เท็ดดี้บอก ขณะเสยผมที่ยุ่งเหยิงซึ่งเกิดจากการขยุ้มรั้งของเจนี่ให้เข้าที่ก่อนจะจัดการดึงกางเกงผ้ายืดขายาวของเจนี่ที่หลุดร่วงมากรอมที่ข้อเท้า ให้กลับเข้าไปเกาะที่เอวเหมือนเดิม เขาผูกเชือกกางเกงให้อย่างใส่ใจ ก่อนจะหันกลับไปคว้ากระดาษทิชชูที่โต๊ะไม้หน้าโซฟามาเช็ดทำความสะอาดคราบบางอย่างที่หน้าท้องให้กับคนที่ยังมีอาการหอบหายใจน้อยๆอยู่อย่างน่ารักเหลือทน

 

“เพิ่มกล้ามเนื้อ?” เจนี่ขมวดคิ้วมุ่น ขณะมองปลายนิ้วเรียวของเท็ดดี้ที่บรรจงทำความสะอาดร่างกายให้เขาอย่างแผ่วเบา “แล้วเกี่ยวอะไรกับที่ต้องกลืนเข้าไปให้หมด”

 

เท็ดดี้ขว้างทิชชูให้ลอยข้ามห้องไปลงที่ถังขยะตรงข้างหน้าต่างได้อย่างแม่นยำ เขาเดาะลิ้น ดีดนิ้วด้วยท่าทางเหมือนเด็กหนุ่มจอมซ่าส์ก่อนจะหันมายิ้มมุมปากอย่างวายร้ายใส่เจนี่

 

“ผมจำเป็นต้องเพิ่มโปรตีนให้กับร่างกายน่ะ ทูนหัว...” แล้วเขาก็โน้มตัวลงไปกระซิบเสียงต่ำที่ข้างๆหูเจนี่ กลิ่นกายเขาเริ่มเจือกลิ่นดิน และกลิ่นหญ้าที่เจนี่หลงรัก “...และพี่ไม่รู้หรือ สิ่งที่ออกจากตัวพี่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ มีโปรตีนอยู่มากกว่าเก้าร้อยชนิดเชียวนะ”

 

ทีนี้เจนี่หัวเราะ “ถือว่าเป็นวิธีที่ประหยัดดี...”

 

เท็ดดี้ฉวยหอมแก้มเจนี่เร็วๆสองฟอดใหญ่ ก่อนจะรีบผละตัวลุกขึ้นยืน 

 

เพราะหากเขามองเจนี่ยิ้มนานกว่านี้ คงมีหวัง...

 

“จะไปไหน?”

 

เท็ดดี้เดินเข้าไปคว้าผ้าเช็ดตัวในห้องนอน เขาถอดกางเกงออกอย่างไม่อายว่าจะมีสายตาของเจนี่มองดูอยู่ เขาตวัดผ้าขนหนูผูกขมวดไว้ลวกๆที่เอวก่อนจะเดินกลับมาที่โซฟา เขายังไม่ตอบคำถามเจนี่ จนกระทั่งเดินไปที่ทีวีรุ่นโบราณของปู่ที่ยังรับช่องสัญญาณได้ดีไม่แพ้ทีวีจอพลาสม่าของโซนี่ เขากดเปิดการทำงานของมัน เปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอช่อง...สารคดี

 

เขาเร่งเสียง...

 

แล้วเดินกลับมาหาเจนี่ เขาเท้าแขนที่พนักโซฟา ขณะก้มตัวลงมองหน้าคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนนั้น

 

“ขอเวลาผมสักยี่สิบนาทีนะ คนดี” แล้วเขากดจมูกที่ขมับของยอดรัก “ลูกไก่ในกำมือของพี่...ร้องประท้วงแย่แล้ว”

 

“ให้ช่วยไหม...” เจนี่ถามเสียงเบา เท็ดดี้หลับตาแล้วส่ายหน้า

 

“อย่าเลย...” เท็ดดี้จำใจพูด “...แค่พี่ช่วยมาปรากฎตัวในจินตนาการของผมสักสิบนาทีก็ถือว่าเป็นความกรุณาอย่างยิ่งแล้วครับ”

 

ประโยคนนั้นของเขาทำให้เจนี่หัวเราะ

 

“...แต่เมื่อวันก่อนฉันไปพบหมอวอลล์มา...” ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ปลายนิ้วของเจนี่เริ่มลดต่ำมาเวียนวนที่ปมผ้าขนหนูของเขา และไม่รู้เมื่อไหร่อีกเหมือนกันนั่นล่ะ ที่ผ้าขนหนูถูกปลดลงไปกองกับพื้น “...เขาบอกกับฉันว่า...”

 

เท็ดดี้หลับตาแน่น และร้องคำรามในลำคอ เมื่อถูกเจนี่ดึงลงให้ไปนั่งบนโซฟา

 

“...ฉันอาจจะต้องการโปรตีนเพิ่มเติม”

 

และนั่นคือประโยคสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างในหัวของเท็ดดี้จะขาวโพลน

และนั่นคือประโยคสุดท้าย ก่อนที่ช่อง...สารคดี จะถูกใครบางคนเปลี่ยนกลับเป็นช่อง...แฟชั่น

 

แฟชั่นแชนแนล ที่กำลังฉายภาพแฟชั่นโชว์ของ...วิกตอเรีย ซีเครท!

 

และ โอ…บิชชี่

 

โซ ซอรี่…

 

ขอโทษที…เขาไม่ใช่ของคุณอีกต่อไปแล้วล่ะ!

 

.

.

.

 

คุณรู้ไหม?

 เรื่องราวของ เท็ดดี้ กับ สแครี่ เจ จะไปจบลงที่ตรงไหน

 

หากคุณไม่รู้...


คำว่า...

 

นิจนิรันดร์...


อาจเป็นคำตอบให้กับคุณได้...

 

 

และนี่คืออีกหนึ่งเรื่องเล่าขาน...

หนึ่งในตำนานรักเล็กๆที่ยังคงถูกกล่าวขวัญถึงจวบจนปัจจุบัน

 

เรื่องเล่าขานที่ร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซนต์ของนักศึกษาในแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ย่อมไม่มีวันลืมเลือน

เรื่องเล่าขานของ...

 

เท็ดดี้ กับ สแครี่ เจ

 

และลึกลงไปท่ามกลางผืนป่ามาพายส์ ณ.จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดบทนำของเรื่องเล่าขานนี้ ตรงหลุมลึกที่ทำให้พวกเขาตกหลุม...รัก...กันและกัน

 

ตรงรอยสลักที่ฝังลึกบนต้นไม้ใหญ่...มีรอยขีดฆ่าบางข้อความออกแล้วถูกเติมเต็มด้วยตัวอักษรใหม่

 

  

‘For Jeny who loved this forest Teddy-

From Teddy who always falling for him.’


(2007 – Eternity)

 

  

ตัวการที่กำลังถือมีดพับเล็กๆไว้ในมือ ก็ถูกโอบกอดจากด้านหลัง พร้อมปลายจมูกโด่งคมสันที่ค่อยๆละเรื่อยจากขมับมาจรดที่มุมปาก

 

“ทำแบบนี้...” เจ้าของจมูกซุกซนเอ่ยถามอย่างหยอกเย้า “...พี่ไม่กลัวต้นไม้จะเจ็บแล้วหรือ”

 

“ไม่ว่ามนุษย์หรือธรรมชาติ...” คนที่กำลังจะถูกหลอมละลาย หัวเราะผะแผ่ว  “...บางครั้งก็ต้องเรียนรู้ถึงความเจ็บปวด” แล้วเขาก็เอนแผ่นหลังพิงแผ่นอกกว้างที่แนบชิด “...เพราะความเจ็บปวดจะทำให้เรารู้ว่ายังมี...หัวใจ ยังมี...ความรู้สึก”

 

“แต่พวกเราเจ็บปวดมามากเกินพอแล้ว เจนี่...” อ้อมแขนนั้นโอบกระชับอย่างออดอ้อน “...แต่ผมรู้สึกดีนะที่พี่ไม่ได้รักธรรมชาติมากกว่าชีวิตตัวเองเหมือนแต่ก่อนแล้ว”

 

“นายเข้าใจผิดแล้ว...เท็ดดี้ แบร์ของฉัน”

 

แล้วหลังจากนั้น...ท่ามกลางเสียงลมพริ้วกระซิบ ท่ามกลางป่าสนที่แผ่ปกคลุมทั่วผืนดิน ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า ท่ามกลางเสียงน้ำตกกระทบซัดซาโขดหิน ท่ามกลางธรรมชาติ และท่ามกลาง...ความรักของเราสอง

 

เจนี่ก็หมุนตัวกลับมาสบตาเท็ดดี้ แบร์ของเขา พร้อมรอยยิ้ม กับคำพูดประโยคสุดท้ายที่ทำให้หัวใจคนฟังราวกับจะหลุดลอย

 

“ฉันไม่ได้รักธรรมชาติน้อยลงเลย...” เจนี่กระซิบบอก “...เพียงแต่หลังจากวินาที จวบจนนิรันดร์...” เจนี่หลับตาลงแล้ว ตอนที่เท็ดดี้โน้มใบหน้าคมสันราวเทพบุตรนั้นเข้ามาชิดใกล้ “...ฉันจะ รัก เท็ดดี้ แบร์ของฉันให้มากกว่า...เท่านั้นเอง”

 

และแล้วธรรมชาติรอบข้างก็ราวกับจะเงียบเสียงลง ราวกับจะปล่อยให้ท่วงจังหวะหัวใจของคนทั้งสองได้ดังพริ้วไหวในอากาศ...

 

เพื่อจะบอกกล่าว...

 

...แด่ความรักของเราสอง...

นิจนิรันดร์

 

 

และนี่คือ...


คอลัมภ์..คุณรู้หรือไม่

                                                โดย...มิสเตอร์ พี.


เท็ดดี้ กับ เจนี่

ขอให้ความรักของพวกคุณงดงามดั่งธรรมชาติ...

...ที่ยังคงสวยงามและยิ่งใหญ่เสมอมา


โอ้...และขอให้ทุกคนมีความสุขกับการรับประทานไก่งวงในวันขอบคุณพระเจ้านะครับ

 แล้วพบกันใหม่...เมื่อ ความอยากรู้ เคาะประตู

 

ขอให้ความรักบังเกิดแก่ทุกคน...

HAPPY ENDING

 

 

 
THEME SONG : Homeless Heart - Bryan Rice
 
 
.
.
.
 

  Do you know?

This is not the end of the story.

See you soon...


 -INTO THE WILD-

 
 
TALK:
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และจบลงได้เพราะทุกคนจริงๆค่ะ หากมีคนถามว่าเรื่องนี้ใครเป็นคนแต่ง...ทุกคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้...คือทุกคนที่เป็นเจ้าของทุกบรรทัด ทุกแรงบันดาลใจ
 
ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ
และจนกว่าจะพบกันอีกครั้ง ขอให้ร่างกายทุกคนแข็งแรง หัวใจฟิตปั๋ง ^^~
 
With love.,
As-say