Let it be me (24) end.

posted on 19 Nov 2016 22:16 by junk-time in LetItBeMe

❉  ❉  ❉  ❉  

 

 

 

คุณคาดหวังกับตอนจบของนิทานเรื่องนี้ไว้มากแค่ไหน
แน่นอนว่าคุณอาจจะมีภาพที่คิดไว้ในหัว แต่เราอยากขอร้องให้คุณลบเลือนภาพเหล่านั้นออกไปจากใจ

โปรดทดแทนภาพปราสาท หอคอยทรงสูง รวมถึงดินแดนที่งดงามดั่งภาพวาดในจินตนาการของคุณ ด้วยสภาพภูมิประเทศอันทุรกันดารและรกร้างห่างไกล

เราจะขอเริ่มต้น 'ตอนจบ' ของเราที่นี่

บนพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการคมนาคมอื่นใดนอกจากการเดินเท้าและพึ่งพาม้า พวกเราเคลื่อนตัวกันอย่างเชื่องช้าและระแวดระวัง เพราะยิ่งลึกเข้าไปเท่าไหร่ พื้นที่แห่งนี้ก็ยิ่งพร้อมจะมอบความตายเป็นรางวัลให้กับการก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวของเรามากขึ้นเท่านั้น

"ทางซ้าย"

มีเสียงกระซิบบอก กล้ามเนื้อของพวกเราทุกคนเกร็งขึ้นอย่างรู้หน้าที่ ใครบางคนชักบังเหียน เขากระทุ้งสีข้างม้าขึ้นมาเป็นผู้นำ พวกที่เหลือถอยร่น ราวกับยอมรับที่จะตกเป็นผู้ตาม

"สอง"

นั่นคือคำสั่งสั้นๆ ก่อนที่ขบวนของเราจะถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งตีวงล้อมขึ้นไปทางภูเขา อีกฝ่ายหนึ่งวกกลับไปที่ริมทะเลสาบ

เหยื่อถูกปิดล้อม
รอเวลาสำหรับการพุ่งโจมตี!

คุณอาจเคยเห็นฝูงวัวป่าแบบนี้ครั้งสุดท้ายตอนอายุประมาณสิบสอง ตอนที่คุณยังมีช่องโปรดอยู่สองช่อง คือการ์ตูน เน็ตเวิร์ก และดิสคัฟเวอรี่ แต่เชื่อเถอะ สิ่งที่คุณเคยเห็นผ่านจอแก้ว ย่อมเทียบไม่ได้กับสิ่งที่คุณจะได้เห็นผ่านจอประสาทตาของตัวเองในเวลาแบบนี้

การไล่ล่าอันน่ากลัวและดิบเถื่อนเริ่มต้นขึ้นทันทีที่เจ้าวัวป่าตัวหนึ่งโผล่พรวดออกจากที่ซ่อน มันชนต้นไม้หักโค่นด้วยพละกำลังพอๆกับรถเกลี่ยดิน ดูเหมือนมันจะไม่มีวันล้มและพร้อมจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ด้วยสัญชาตญาณ มันย่อมรู้ว่ามีผู้บุกรุก มันจึงวิ่งห้อตะบึงขึ้นไปทางภูเขา แต่ก็ถูกพวกเราที่ดักไว้ทางนั้นไล่ต้อนกลับมา

เสียงเป่าปากดังเป็นระรอกคลื่นเพื่อส่งสัญญาณ พวกที่รออยู่ริมทะเลสาบเริ่มรับรู้
เจ้าวัวตัวยักษ์กำลังวิ่งเข้าหาความตาย!

"จับเป็น!"

เสียงห้าวลึกประกาศก้อง แสงอาทิตย์ที่กำลังลับฟ้าจับต้องเรือนกายกำยำดั่งรูปหล่อสำริด มือใหญ่สีทองแดงคว้าบ่วงบาศ เขาควบม้านำเร็วอย่างเหลือเชื่อ ทิ้งห่างม้าอีกสองตัวด้านหลังแทบไม่เห็นฝุ่น เจ้าวัวยิ่งวิ่งเตลิดเมื่อรู้ถึงภัยคุกคาม สีข้างมันกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง ราวกับมันต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อวิ่งหนีชะตาลิขิต

ลิขิตแห่งอโดนิส
อโดนิสที่ไม่เคยประทานพรแด่มัน

เจ้าวัวล้มตึงทันทีที่สองขาหลังถูกรัดด้วยบ่วงบาศ มันพยายามกระโจนหนี แต่ก็ถูกบ่วงบาศอีกเส้นคล้องรัดขาหน้าของมันไว้อย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที

นี่คือลิขิตของอโดนิสที่พวกเราคุ้นชิน
รวดเร็ว แม่นยำ ว่องไว ดุดัน และเฉียบขาด

"เก่งแต่โหดเอาการ" นั่นคือนิยามที่พวกเราแอบขนานนามให้ชายผู้นั้นลับหลัง "สองปีที่ผ่านมา เจ้าหนุ่มนั่นน่าจะเก็บเงินได้มากพอที่จะซื้อที่ดินเล็กๆแถบนี้ได้สักผืนแล้วกระมัง"

"น่าเสียดายที่คิดจะเลิก" ใครอีกคนพูดต่อ พวกเขานั่งล้อมวงกันอยู่หน้าเต้นท์ที่พักซึ่งคลุ้งไปด้วยกลิ่นสาบสางและกลิ่นคาวเนื้อ "เห็นบอกว่าจะรับงานนี้เป็นครั้งสุดท้าย"

"สงสัยจะเก็บเงินไปแต่งเมีย" คนที่นั่งถัดไปพูดให้เป็นเรื่องตลกโปกฮา "หน้าตามันดีอยู่นา แกไม่เห็นเรอะ มาแรกๆ ตอนที่ยังไม่มีหนวดไม่มีเครา แม่พวกสาวๆตามบาร์ในเมืองนี่แทบจะยอมหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามคาราวานเรามาเป็นขโยง แต่ก็ไม่ยักเห็นมันจะสนใจใคร"

"ข้าเห็นมันเอาแต่มองผ้าเช็ดหน้า" อีกคนที่นั่งเงียบมานานเริ่มอยากมีส่วนร่วมบ้าง

"ก็นั่นล้า!" คนเดิมตบเข่าฉาด "สงสัยเมียมันจะให้มา"

"น่าอิจฉาจริงโว๊ย"

คนยังโสดป้องปากตะโกน แล้วพวกที่เหลือก็หัวเราะครืนรับ จากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเปลวไฟที่เผาไหม้ท่อนฝืนเริ่มหมอดดับ ใครคนหนึ่งก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง เขาเดินกลับมานั่งร่วมวงล้อม ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆ

ทีละใบหน้า ทีละคน
อีกไม่นาน ความกล้าหาญของผู้คนเหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงนิทานรอบกองไฟ

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงประกาศก้อง มือข้างหนึ่งที่มักจะมีผ้าสีขาวพันผูกไว้เสมอยกแก้วเบียร์ชูขึ้นสูง เพื่อเป็นการแสดงความคารวะต่อเหล่าโคบาลทั้งหมดที่อยู่ต่อหน้าเขา

"แต่ผืนดิน แต่วัวทุกตัว และเราทุกคน!"

พวกเขายกเบียร์ขึ้นดื่มพร้อมกัน เสียงสรวลเสเฮฮาดังแว่วสะท้อนระหว่างหุบเขาจนกระทั่งดวงจันทร์ลับฟ้า ซึ่งนั่นเป็นอาณัติสัญญาณว่าการรอคอยได้้สิ้นสุดลงแล้ว

สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมเกล็ดหิมะแรกแห่งเหมันตฤดู

 

 

 

 

 

นี่คือเรื่องเล่าขานของอโดนิส

อโดนิส ผู้ซึ่งไม่ได้มีชีวิตอยู่ในตำนานเทพปกรณัม ชีวิตของเขาไม่ได้ถูกเล่าขานจากสำเนียงเสียงยานคางของอาจารย์ภาคประวัติศาสตร์ แต่ถูกเล่าขานจากสำเนียงเสียงดังกังวาลของเหล่าบากัวเลรอสผู้กล้าในกองคาราวาน ความห้าวหาญเหนือคน และความดุดันเฉียบคมของเขา กลายเป็นกับแกล้มชั้นดีในปฐมบทของนิทานรอบกองไฟ

ดังเช่นที่นิทานเรื่องหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า

อโดนิสในเทพปกรณัมไม่สนใจเทพีอะโฟรไดทิฉันใด อโดนิสของพวกเขาก็ไม่สนใจสาวงานต่างเมืองฉันนั้น วันทั้งวันของเขาคือการออกไล่ล่า วัวทุกตัวที่เขาจับได้ ล้วนแล้วแต่มีลักษณาการสมบูรณ์เหมาะสมกับค่าเหน่ือยที่ได้รับเสมอ

ทุกคนจึงต่างขนานนามเขาว่า 'อโดนิส'

อโดนิสที่เก็บเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเขาเอาไว้มิดชิดเสียจนไม่มีใครกล้าละลาบล้วง แม้จะเคยมีสาวงามนางหนึ่งในบาร์ท้องถิ่นเอ่ยปากถาม เหตุใดหนุ่มรูปงามอย่างเขาถึงออกมาร่อนเร่พเนจรอยู่กับกองคาราวาน และใช้ชีวิตเสี่ยงอันตรายกลางพื้นที่ทุรกันดารเช่นนี้ได้

แต่เขาก็ไม่ยอมตอบ

"ไม่มีครอบครัว หรือคนรักรออยู่บ้างหรือจ๊ะ พ่อหนุ่ม" เจ้าหล่อนยังคงกระเซ้าถาม พร้อมทั้งใช้กายเข้าไปเบียดกระแซะอย่างถึงเนื้อถึงตัว "ถ้าไม่ตอบแบบนี้ ก็แสดงว่า"

"อย่า"

เสียงห้าวลึกตวัดห้วนรัวเร็ว เขาจับมือเธอออกจากต้นแขน ดวงตาแลเสือดูดุขรึมเกินวัยจนเจ้าหล่อนกลัวเกรง คนในกองคาราวานเตือนเธอแล้ว ‘อย่ายุ่งกับเสือ’ แต่เธอก็ไม่ยอมเชื่อ เพราะหนึ่งในเสน่ห์ของเสือ คือความน่ากลัวที่ชวนให้ทอดกายสยบยอม

"เป็นไง ล่อเสือออกจากถ้ำได้ไหมยะ" เพื่อนเธอเอ่ยถามอย่างยั่วเย้า เมื่อเห็นเธอเดินมือเปล่ากลับมาจากโต๊ะของเหล่าโคบาลที่กำลังนั่งสรวลเสเฮฮากันอยู่กลางร้าน พวกเขาคือกองคาราวานที่เพิ่งจะมาหยุดพักที่บาร์แห่งนี้เมื่อช่วงเย็นย่ำ "แหม จ้องมองพ่อหนุ่มคนนั้นไม่วางตาเลยนะ ติดใจหรือไง"

เธอไม่ปฎิเสธว่าติดใจ เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะแต่งกายด้วยชุดสีทึมทึบคล้ายคลึงกันไปหมด หากดวงหน้าคมภายใต้แสงไฟกลับเห็นได้ชัดว่ามีส่วนแผกจากผู้แวดล้อม โดยเฉพาะสันจมูกสูง ตรง ก่อให้เกิดเงา อีกทั้งใบหน้าเกลี้ยงเกลาปราศจากหนวดเคราก็งามราวกับรูปปั้นที่พระเจ้าสรรสร้างขึ้นมาเพื่อพรากลมหายใจ

"ไอ้หนุ่มนี่มันจะกลับบ้านก็เลยพามาเลี้ยงฉลอง" คนที่ดูเหมือนจะอายุมากที่สุดในกลุ่มพูดขึ้น พลางใช้มือหนาใหญ่ตบลงไปบนบ่าแกร่งของคนที่ตัวเองกล่าวถึง "แต่ก่อนมันก็ไว้หนวดเคราเหมือนพวกข้านี่ล้า แต่ที่โกนทิ้ง สงสัยกลัวเมียจะจำหน้าไม่ได้"

พวกที่เหลือในวงส่งเสียงฮาครืนรับอย่างชอบอกชอบใจ ส่วนพ่อหนุ่มน้อยที่จู่ๆก็ถูกยกให้มีเมีย ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอื่นใดนอกจากการยิ้มรับเพียงน้อยนิด

"เมียสวยไหมวะ ไอ้หนุ่ม" คนในบาร์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง เริ่มส่งเสียงแทรกขึ้นมาถาม "หน้าตาอย่างเอ็งนี่ เห็นทีจะได้เมียสวยปานนางสวรรค์"

และก็เป็นเช่นเดิม เขาไม่ยอมตอบ
แต่อากัปกริยาที่เขาแสดงออก ย่อมทำให้สาวเจ้าคนเดิมที่แอบมองอยู่รู้แจ้งแก่ใจ

เขามีคนรักแล้ว และเป็นรักที่ทำให้เธอรู้สึกอิจฉา เพราะนี่ไม่ใช่รักด้วยความใคร่สิเน่หา หรือรักเพราะต้องการครอบครองเรือนกายดับตัณหาแบบที่เธอต้องพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่รักที่หนุ่มน้อยคนนี้มี คือรัก ที่ไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากการ ได้รัก

และนี่คือหนึ่งในนิทานรอบกองไฟ
หนึ่งในเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตา ที่ในค่ำคืนนั้น อโดนิสยกขึ้นจุมพิต เพื่อตอบคำถามให้แก่ทุกคน

...หากน่าเสียดาย...

น่าเสียดายที่นิทานเรื่องนี้ ไม่ใช่นิทานของสองพี่น้องตระกูลกริมม์ หรืออานาเซิน ที่เด็กทุกคนต้องเคยได้ยินได้ฟังก่อนนอน กลับกันแล้ว มันเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าขานในหมู่คนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งออกเดินทางระเหเร่ร่อนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย

เรื่องราวของอโดนิสหนุ่มผู้นั้น จึงไม่เคยดังไกลมาถึงเนินเขาอันเงียบสงบแห่งนี้

เนินเขาราวด์ เมเปิ้ล วอลเลย์

 

 

 

 

 

เมื่อหิมะแรกโปรยปราย 
เหล่าสัตว์ทั้งหลายในฟาร์มจูลี่ แอนด์ จูเลียน่า ก็กลับเข้าสู่ฤดูกาลกินกับนอน

มันเป็นวัฎจักรเดิมๆ กฎของธรรมชาติว่าด้วยการรู้รักษาตัวรอด พวกมันจำเป็นต้องทำร่างกายให้อบอุ่น ยิ่งโดยเฉพาะในฤดูหนาว ฤดูกาลที่กลางคืนยาวนานและแสนเชื่องช้า เมื่อความเย็นยะเยือกกลายเป็นศัตรูตัวเอ้ที่ทำให้พวกมันเกียจคร้าน เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ในฟาร์มจึงไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการซุกกายเข้าหาไออุ่นจากคอกที่พักอาศัย

สำหรับพวกสัตว์ นี่คือฤดูกาลอันแสนน่าเบื่อหน่าย แต่สำหรับพวกคนงาน นี่คือช่วงเวลาของการพักผ่อนอันแสนสุขใจ หลังจากที่ออกตรวจตราคอกสัตว์ โรงนา และยุ้งฉางให้ไม่มีรอยรั่วสำหรับลมเข้าแล้ว พวกเขาก็มักจะใช้เวลาว่างที่เหลืออยู่ไปกับการสังสรรค์เริงรื่น

พวกเขาจะรวมกลุ่มกันผิงไฟ ดื่มชาผสมนมแพะ และผลัดกันร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน

เมื่อเสียงแอคคอร์เดียนพื้นเมืองดังกังวาล พวกเท้าไฟก็เริ่มลุกจากที่นั่งซึ่งก็คือกล่องลังเก่าๆหรือไม่ก็ม้วนหญ้าแห้งที่ลากออกมาจากโรงม้าด้านหลัง การขยับตัวจะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น พวกเขาจึงไม่รอช้า การโยกย้ายส่ายสะโพกตามฉบับชาวมิดเวสต์ชวนให้ตื่นตาตื่นใจเสมอ

"พวกเราเป็นนักสู้ครับ" เนวิลล์เอ่ยอธิบายให้คนข้างกายฟัง "เราสู้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องเต้น"

เห็นจะจริงดั่งเนวิลล์ว่า เพราะแม้แต่ลุงเบ็นนี่ คนงานชายวัยเจ็ดสิบกว่า ก็ยังเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างกระฉับกระเฉงราวกับหนุ่มน้อยวัยสิบเจ็ด ผู้คนที่นี่แข็งแรงจากภายใน พวกเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทรนเนอร์ ไม่จำเป็นต้องกระเห็ดกระแหม่เรื่องกินดื่ม เพราะพวกเขากินทุกอย่างที่ขวางหน้า ก็แน่นอนล่ะ ในเมื่อ 'ทุกอย่างที่ขวางหน้า' ในฟาร์มแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์และอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการทั้งสิ้น

นี่สิ ถึงจะเรียกว่าชีวิต

ชีวิตที่ไม่มีฟาสต์ฟู๊ด ไม่มีไฟจราจร ไม่มีอาชญากรรม หรือแม้กระทั่งระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ สิ่งเดียวที่คุณจะได้เห็น เมื่อขับรถอยู่บนถนนสายหลักของเมือง คือป้ายโฆษณาขายเครื่องมือทำการเกษตร ผักสดลดราคา หัวอาร์ติโช้ก หรือไม่ก็ผลอะโวคะโดในราคากิโลละหนึ่งเหรียญ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะที่นี่คือมิดเวสต์ ดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำของคนเกือบทั้งประเทศ อัลบั้มใหม่ของ
บริทนีย์ สไปร์ท หรือแม้กระทั่งชุดชั้นในคอลเลคชั่นใหม่ของวิกตอเรีย โน ซีเคร็ท จึงไม่ใช่สิ่