Let it be me (23)

posted on 05 Aug 2016 20:26 by junk-time in LetItBeMe

PREVIOUS CHAPTER (CH 22) : CLICK HERE 

 


❉  ❉  ❉  ❉  

 

 

 

พ่อบอกเสมอว่ายุนโฮไม่เหมาะกับการเป็น "บากัวเลรอส" 

เขาไม่ใช่นักเสี่ยงโดยสายเลือด ยุนโฮตีกรอบ รักษากฎเกณฑ์ และระแวดระวังจนเกินกว่าจะเป็นบากัวเลโรได้ พ่อสอนเสมอว่าการเป็นนักสู้อย่างเดียวก็เหมือนการเป็นเสือที่เอาแต่หวงถ้ำ สักวันก็จะอดตายเพราะไม่กล้าออกไปล่าเหยื่อ นักสู้ที่ดีจึงต้องเป็นนักเสี่ยงที่ดีด้วย

สู้อย่างเดียวได้แต่เลือด เสี่ยงอย่างเดียวได้แต่หายนะ แต่ถ้าเรารู้จักทั้งสู้ทั้งเสี่ยง เราจะได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ

"ศักดิศรีกินไม่ได้" พ่อเคยบอก "เมื่อไม่รู้ต้องถาม เมื่อไม่กล้าต้องพยายาม อย่ากลัวจะตกจากหลังม้า แต่จงกลัวที่จะขึ้นหลังม้าไม่ได้ เพราะโคบาลที่ขี่ม้าไม่เป็น ย่อมไม่ต่างอะไรจากคนพิการที่ไร้แขนไร้ขา" 

นั่นคือบทเรียนของพ่อ

พ่อคือครูฝึกม้าคนแรกของยุนโฮ วิธีการฝึกของพ่อเน้นภาคปฎิบัติและการเจ็บตัว ตั้งแต่เด็กจนโต ยุนโฮเคยคุ้นกับเฝือกมากกว่าอ้อมกอดของผู้เป็นบิดา - เฝือกแข็ง แต่ไม่รู้ว่าอ้อมกอดของพ่อจะแข็งเหมือนเฝือกหรือเปล่า - เมื่อยังเยาว์ ยุนโฮมักตั้งคำถามนี้ในใจเสมอ แต่พอเวลาเผินผ่านถึงได้รู้ ไม่ใช่อ้อมกอดพ่อหรอกที่แข็ง แต่หัวใจพ่อต่างหากที่แข็งยิ่งกว่าหินผา 

"อย่าร้อง!" เสียงของพ่อดุเสมอ ไม่มีแววเมตตา ทุกครั้งที่ยุนโฮพลาดตกจากหลังม้า พ่อจะรอเวลาจนกระทั่งเห็นว่าเขาไม่สามารถจะลุกขึ้นยืนเองได้แล้ว จึงจะเข้ามาช่วยพยุง "น้ำตาช่วยสมานแผลแกไม่ได้หรอก ยุนโฮ" พ่อจะอุ้มเขาขึ้นพาดบ่า "หยุดร้องแล้วนิ่งคิด แกตกเพราะอะไร จำความเจ็บครั้งนี้เป็นบทเรียนสำหรับครั้งต่อไป ความเจ็บจะสอนสั่งแกแทนพ่อ มนุษย์เรียนรู้ได้ดีจากประสบการณ์มากกว่าคำพูด" 

และก็เป็นจริงดังคำพ่อว่า ยุนโฮเรียนรู้ได้เร็วมากกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันเพราะมีประสบการณ์เยอะ ทั้งแผลถลอก ขาหัก แขนเคล็ด หน้าผากช้ำ คางแตก ล้วนแล้วแต่สร้างภูมิคุ้มกันให้เขากล้าหาญและชาชิน พ่อจับยุนโฮฝึกม้าพร้อมๆกับฝึกเดิน แรกเริ่มก็เพียงแค่ให้สัมผัสสร้างความเคยคุ้น ครั้นพอทรงตัวได้ ยุนโฮก็ถูกจับขึ้นหลังม้า และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยห่างจากมันอีกเลย

ม้าตัวแรกที่ยุนโฮใช้ฝึกไม่ใช่เจ้าวิเวียน แต่เป็นม้าตัวโปรดของพ่อที่ชื่อ ‘อาลีย่าห์’ ชื่อนั้นมาจากชื่อแม่ของพอลและแบรดลีย์ 

พ่อรัก อาลีย่าห
รักมากกว่าเขากับแม่

ยุนโฮย้ำความจริงนั้นซ้ำๆ จนมันฝังลึกในใจจนเป็นรอยแผล 

"ธรรมชาติของม้าคือผู้ถูกล่า" ทฤษฎีบทแรกถูกสอนให้จารจำ "มันเป็นเหยื่อโดยธรรมชาติ ดังนั้นวิธีการที่ม้าพบคู่ต่อสู้จึงไม่ใช่การพุ่งชน แต่คือการหลบหนี" เมื่อยังเล็ก ยุนโฮตั้งใจฟังทุกคำสอนสั่งของพ่อ พ่อรู้ทุกเรื่อง พ่อเก่งทุกอย่าง ความชื่นชมแทบไหลบ่าออกมาทางดวงตาฉ่ำน้ำของเด็กชาย "เมื่อถูกบังคับ ม้าจะตื่นกลัว ชะงัก ตกใจ และปฎิเสธไม่ทำตาม อาการพยศของมันจึงไม่ได้เกิดจากความก้าวร้าวดุร้าย แต่เกิดจากความหวาดหวั่นเป็นที่ตั้ง ซึ่งหากเราเข้าใจธรรมชาติของม้าแล้ว เราจะปราบพยศมันได้ด้วยการปลอบโยน ไม่ใช่การลงโทษ ข่มขู่ หรือเฆี่ยนตี"

เหตุนี้เองกระมัง พ่อถึงรักม้า

"แต่ม้าเป็นสัตว์ที่กลัวมนุษย์ไม่รัก" พ่อพยายามเล่าทุกอย่างที่รู้ให้ยุนโฮฟัง "ม้าเป็นสัตว์ที่ใหญ่แต่ตัว มีความอ่อนแอและต้องพึ่งพามนุษย์ ถึงขนาดที่ว่าถ้าเราคิดจะทำร้ายมัน เราไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าไม่ใส่ใจ เพราะแค่นั้นก็ฆ่ามันให้ตายได้แล้ว"

อาจไม่ใช่แค่ม้า เขาอยากบอกพ่อเหลือเกิน
แต่เขาเองก็เป็นเหมือนม้า ม้าป่าที่พ่อคล้องมาแค่ใช้งานเท่านั้น

"แบรดใจร้อน พอลใจอ่อน" พ่อเคยให้คำตอบ เมื่อยุนโฮถามว่าทำไมในบรรดาพี่น้องทั้งสามคน เขาถึงเป็นคนเดียวที่พ่อเลือกจับมาฝึกให้ทำงาน "คนใจร้อนกับใจอ่อนฝึกม้าไม่ได้ ม้าต้องถูกคุม คนต้องคุมม้า และคนที่จะคุมม้าได้ต้องคุมใจตัวเองให้เป็น" พ่อมองยุนโฮลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "จำไว้ สิ่งที่พยศที่สุดคือหัวใจคน หากแกคุมหัวใจตัวเองได้ แกจะคุมม้าทุกตัวได้เหมือนกัน"

เมื่อยังเล็กยุนโฮไม่เข้าใจพ่อ เขาเอาแต่คิดว่าพ่อลำเอียงและรักลูกไม่เท่ากัน เพราะในขณะที่พอลกับแบรดลีย์ได้เล่นสนุกเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ยุนโฮกลับต้องยึดโยงอยู่กับพ่อ ต้องรู้ทุกอย่างเท่าที่พ่อรู้ ต้องทำทุกอย่างเท่าที่พ่อทำได้ ห้ามงอแง ห้ามร้องไห้ พ่อฝึกความอดทนให้กับเขา ไม่ใช่แค่ที่ร่างกาย แต่หมายรวมถึงจิตใจ

พ่อคงรู้
รู้ว่าในสักวันหนึ่งข้างหน้า ยุนโฮอาจต้องประสบพบพากับเรื่องที่ทำให้เสียใจ

พ่อจึงอยากให้เขาเข้มแข็ง ไม่ใช่ในฐานะลูกชายของพ่อ แต่ในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง 

"ลูกของอาลีย่าห์" พ่อชี้้ให้เขาดูลูกม้าที่เพิ่งตกใหม่ ตอนนั้นยุนโฮเพิ่งอายุได้สิบสองขวบปี และกำลังตื่นเต้นกับของขวัญชิ้นแรกในชีวิต "สีขาวปลอดเหมือนแม่มัน พ่อจะยกให้แก แต่ต้องเลี้ยงเอง ว่าไง เลี้ยงได้ไหม" ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเด็กชายเป็นประกายพราว เขารีบพยักหน้า รอยยิ้มกว้างฉายชัด "เลี้ยงม้าไม่ง่าย ไม่ใช่แค่ทำให้มันโต แต่ต้องฝึกมันให้เชื่อฟังด้วย เดี๋ยวจะให้ทอมมาช่วยสอนการฝึกม้า ม้าของแก แกต้องฝึกมันเอง คนกับม้าต้องผูกพัน เมื่อใดที่ความผูกพันเกิด บางครั้งแกอาจจะขี่มันได้โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องช่วยบังคับ" 

"แล้วจะให้ชื่อว่าอะไร" แบรดลีย์ยื่นหน้ามาถามจากอีกฝั่งหนึ่งของคอก เขาปีนอยู่บนรั้วไม้ ข้างๆคือพอลที่นั่งยองๆ ช่วยป้อนนมให้สมาชิกใหม่ของฟาร์ม "คิดไว้หรือยัง เจ้าหนู" 

เจ้าหนู ของพี่ชายยกมือขึ้นปัดแก้ม เกาจมูก ด้วยอาการขัดเขินที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

"วิเวียน" ยุนโฮงุบงิบบอก

"เฮ่อ!" แบรดลีย์ทำเสียงรับไม่ได้ "ชื่อไม่เข้าท่า เหมือนผู้หญิง"

"ก็เป็นผู้หญิง" พอลช่วยแก้ต่าง "มันเป็นตัวเมียนะ แบรด"

"แต่ควรจะมีชื่อที่เข้าท่ากว่านี้" พี่ชายคนรองมักชอบเป็นผู้เสนอความคิดเสมอ พอลบอกแบรดลีย์เหมือนนกหวีด ดีแต่เป่าทำเสียงดัง "อย่างเช่น เซซิเลีย แคโรไลน์ เดบารห์ หรือไม่ก็แม็คเคน" 

"วิเวียนดีที่สุด"

"โอ พระเจ้า ไม่จริง" แบรดลีย์มองน้องชายคนสุดท้องที่เจ้าตัวชอบยึดมาเล่นเป็นทหารในกองทัพอย่างเจ็บปวดเกินงาม เขาเอามือกุมอก กระโดดลงจากรั้ว แล้วทำท่าล้มตึงไปกับกองฟาง "เจ้าหนูเห็นไอ้เด็กเจคนั่นดีกว่าพี่"

"เจคไหน" พอลหันไปถามคนโอเว่อร์แอคติ้ง

"ปัดโธ่เว้ย!" แบรดลีย์ร้องตะโกน "ก็ไอ้เด็กที่เหมือนตุ๊กตาตาโปนๆ ในซีรีส์เรื่องเจเน็ท แอนด์ เจค นั่นไง ที่มันชอบพูดว่า บาบาบูม มันอึตรงบันไดอีกแล้วฮะ แม่  นั่นน่ะ" แบรดลีย์แกล้งเลียนเสียงเล็กเสียงน้อย "ตอนล่าสุดมันเพิ่งมีม้าตัวใหม่ เป็นตุ๊กตาม้า แล้วมันก็ตั้งชื่อว่าวิ"

เขาไม่รอให้แบรดลีย์พูดจนจบ และไม่รอให้พี่ชายคนโตได้ซักไซ้ เพราะเมื่อไหร่ที่พอลเอ่ยปากถาม ยุนโฮไม่เคยเก็บความลับได้เลยสักครั้ง วันนั้นเด็กชายยุนโฮวิ่งหนีเสียงหัวใจ โดยไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งข้างหน้า เสียงนั้นจะกลับมาดังก้องขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการแย้มกลีบบานของดอกไม้ในตำนานที่มีชื่อว่า ดราเซีย

ความทรงจำในสมัยเด็กย้อนคืนกลับมาเหมือนฉากย้อนอดีตในภาพยนตร์
ทีละฉาก ทีละตอน ล้วนสร้างรอยสลักให้จารจำ  

"ไม่ว่ายังไงแกก็คือลูกพ่อ ลูกของพ่อ ไม่มีใครพรากความจริงข้อนั้นไปจากแกได้ นอกจากตัวแกเอง"

เสียงของพ่อในคืนนั้นดังสะท้อนกลับมาราวกับจะย้ำให้จดจำ พ่อพยายามแล้ว พยายามมาโดยตลอด พยายามที่จะข้ามกำแพงในหัวใจของยุนโฮมาให้ได้ กำแพงที่ถูกก่อด้วยอคติ ล้อมรอบด้วยทิฐิแหลมคม กำแพงที่พ่อพยายามพังทลาย พยายามจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่ยุนโฮตัดสินใจฉีกพันธะผูกพันของเราให้ขาดออกจากกันอย่างอกตัญญูสิ้นดี

พ่อกอดเขาในคืนนั้น คืนที่เขาตัดสินใจเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสุสานให้พ่อฟัง

มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอื่นได้รู้ แม้กระทั่งพอลกับแบรดลีย์
เรื่องราวอันน่าอัปยศ เรื่องราวที่ยุนโฮยังไม่พร้อมจะบอกเล่าให้ใครมานึกสงสาร สมเพช หรือเห็นใจ

เราสองพ่อลูกนั่งเคียงกันเงียบๆ ที่มุมห้องหนึ่งซึ่งไม่มีใครนั่งอยู่ แม้ว่าห้องโถงใหญ่ของโรงพยาบาลในขณะนั้นจะเย็นเยียบแค่ไหน แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับอุณหภูมิในหัวใจของยุนโฮที่กำลังจมดิ่งสู่ก้นบึ้งของความเป็นจริง จมูกของเขายังได้กลิ่นยาฉุนผสมกับกลิ่นคาวของเลือดที่ต้นแขน แผลลึกยาวถูกเย็บไปหลายเข็ม พ่อไม่ได้ถามถึงความเจ็บที่ยุนโฮได้รับ พ่อแค่วางมือบนศีรษะเขา หากเพียงเท่านั้นความอบอุ่นก็ราวจะแทรกผ่านไปสู่ความอ้างว้างภายในหัวใจที่หนาวเหน็บของยุนโฮได้

แต่วันนี้ไม่มีอีกแล้วมือคู่นั้น ไม่อีกแล้วคำว่าพ่อที่เขาเคยเรียกขาน คำสุดท้ายที่ยุนโฮบอกกับพ่อในคืนนั้น คือสามคำสั้นๆที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

"ผมรักพ่อ" พ่อมองลึกเข้ามาในดวงตาของยุนโฮราวรอคอย "แต่ไม่อาจรับความรักจากพ่อได้มากไปกว่านี้"

"ถ้าแกตัดสินใจแบบนั้น พ่อก็จะยอมรับ" มือของพ่อสั่น มือที่จับบ่าเขาไว้ "เพราะไม่ว่าจะในฐานะไหน ความรักความหวังดีที่พ่อมีต่อแกก็ไม่เคยเปลี่ยน เพราะพ่อไม่ได้รักแกเพราะแกเป็นลูก แต่พ่อรักเพราะแกคือแก" ยุนโฮได้ยินเสียงพ่อระบายลมหายใจ พ่อดูแก่ลงมากเหลือเกินตอนที่ค้อมศีรษะลงแบบนั้น "แล้วแกจะไม่คิดรักพ่อแกแบบนั้นบ้างเลยรึไง หืม ยุนโฮ"

ยุนโฮได้แต่ก้มมองปลายเท้าตนเอง แม้แต่ลมหายใจก็คั่งค้างอยู่ในปอด สิ่งเดียวที่ลอดออกไปจากตัวเขาได้คือเสียงแหบสากบาดลำคอที่ว่า

"ขอโทษครับ" น้ำตาเขาไหลริน "คุณบิลลี่"

สิ้นคำนั้น ดวงตาสีฟ้าจางของพ่อฉาบไว้ด้วยม่านน้ำตาบางเบา พ่อละมือจากบ่าของยุนโฮ ลุกขึ้นยืน แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรกับเขาสักคำเดียว และนั่นอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกันในฐานะพ่อกับลูก เพราะหลังจากนั้น ยุนโฮมักเว้นระยะห่างอย่างนอบน้อมเสมอเมื่อทั้งสองต้องเผชิญหน้ากัน 

"เมื่อแกต้องการจะลดสิทธิของตนเองลงถึงขนาดนี้" คุณบิลลี่หันมาพูดกับยุนโฮ มีร่องรอยดุแกมผิดหวังในน้ำเสียง "แกก็ควรรู้ว่าสิทธิของตนเองในเวลานี้ ไม่สามารถรั้งอะไรเขาไว้ได้"

"ผมรู้" ยุนโฮปิดประตูห้องพักคนไข้ด้านหลังอย่างเบามือที่สุด คำอำลาสุดท้ายของคนแคระไร้ศักดิ์ ทำได้เพียงแค่ทิ้งรอยอุ่นของจุมพิตไว้บนหน้าผากของสโนว์ไวท์ที่กำลังหลับใหล "หากไม่ใช่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์ แต่รู้ว่าต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้สิทธินั้นกลับคืน"

"แกจะทำอะไร" เสียงแหบลึกของผู้มากวัยซ่อนความห่วงใยเอาไว้ท่วมท้น

"ทำทุกทางครับ"

และนั่นคือคำตอบสุดท้าย
คำตอบที่ทำให้เขาละเลยคำเตือนของทุกคน 

ลมเย็นบาดผิวกาย ความเจ็บร้าวกลายเป็นความชาหน่วงที่ไม่สามารถค้นหาต้นตอได้ เขาควรเชื่อคำพ่อ ยุนโฮไม่เหมาะกับการเป็นบากัวเลรอส เขาเป็นนักสู้ หาใช่นักเสี่ยง คำสัญญาที่ให้ไว้กลายเป็นบ่วงผูกรัดที่ทำให้ไขว้เขว และเมื่อใดที่หัวสมองไร้ซึ่งสติ เมื่อนั้นคือช่องทางเปิดผ่านสู่ความผิดพลาดถึงตาย!

รอยยิ้มของหนุ่มน้อยแย้มกว้าง ดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนเคลื่อนจับที่ดวงจันทร์กระจ่างฟ้า เจ้ากระต่ายตัวน้อยบนนั้นคล้ายกำลังร้องไห้อำลา เขาพยายามยกมือขึ้นไขว่คว้า หากแขนทั้งสองข้างกลับล้าซึ่งกำลังเต็มที  

มือใหญ่สีน้ำตาลจึงยกขึ้นมาวางนาบไว้ได้แค่ที่ หัวใจตน

ไขว่คว้าได้เพียงเท่านี้
ทำได้เพียงเท่านี้ 

"ดราเซีย"

 

 

 

 

 

 

"ไม่นะ!!" 

แจจุงสะดุ้งตื่น เขาผุดลุกขึ้นจากเตียง แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แพขนตายาวชุ่มไปด้วยหยาดน้ำ เขายกมือขึ้นลูบใบหน้า หัวใจยังคงเต้นกระหน่ำอยู่ในอก 

ฝันร้าย มันเป็นฝันร้ายที่สุด 

แจจุงสูดลมหายใจลึกยาว เขามองไปรอบๆห้อง ความทรงจำสุดท้ายคือเขาอยู่ที่งานเลี้ยงฉลอง หลังจากที่คอนเสิร์ตรอบสุดท้ายจบลงอย่างสมบูรณ์ คุณลอสแมนท์พาทีมงานทุกคนไปเลี้ยงสังสรรค์ที่ไนท์คลับแห่งหนึ่งแถวย่านเดอะ โกรฟ​ แจจุงจำได้ลางๆว่าเขาเมา แต่ก็ไม่คิดว่าจะเมา ย๋ำเป ขนาดนี้

อันที่จริง แจจุงไม่ใช่พวกคออ่อน เขาดื่มเหล้าเก่งพอๆกับดื่มนมกล่อง แอลกอฮอล์ไม่เคยทำให้แจจุงหมดสภาพ เขาไม่เคยเดินเอนซ้ายเอียงขวาให้ใครต้องมาจับประคอง ไม่เคยโวยวายลั่นผับ ไม่เคยปีนขึ้นโต๊ะไปเต้นท่าประหลาดๆตามบาร์ ไม่เคยลงไปนอนอาเจียนอยู่กับพื้น ไม่เคยร้องไห้สลับกับหัวเราะจนคนอื่นตกใจ เพราะนั่นมันพฤติกรรมของพวก 'อ่อนหัด'  พวกที่ชอบเถียงหัวชนฝาว่าตัวเองนั้น  

...ม่าย ม้าว  ม่าย มาว...

แต่เมื่อคืน แจจุงอาจจะเผลอทำพฤติกรรม อ่อนหัด ทั้งหมดนั่นไปแล้วก็ได้

อาจจะนะ เพราะเขาจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าลากสังขารพาตัวเองกลับมานอนที่อพาร์ทเมนท์ได้ยังไง พอลล็อคอาจจะพาเขามาส่ง แต่ภาพทุกอย่างในหัวก็พร่าเลือนเหมือนผืนน้ำ มันกระเพื่อมแล้วก็ไหวพร่า หากมีภาพเดียวเท่านั้นที่ยังคงชัดเจนติดตา คือภาพใบหน้าที่ไม่อาจลบลืม 

"กรัมปี้"  

แจจุงกระซิบเรียกชื่อของคนที่อยู่ในห้วงคิดคำนึงถึง หัวใจดวงน้อยสั่นไหว ยามหวนระลึกถึงภาพสุดท้ายในความฝัน มันเหมือนจริงจนน่ากลัว ภาพของกรัมปี้ที่นอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางหมูดาวระยับตา ดวงจันทร์กระจ่างฟ้าคือสิ่งสุดท้ายที่เขาอาลัย  

เขายิ้ม
ยิ้มสุดท้ายก่อนที่ตัวเขาจะ

ไม่ มันก็แค่ฝัน
แจจุงพยายามสะบัดศรีษะเพื่อไล่ความคิดร้ายๆนั่นออกไปจากหัวสมอง

แจจุงอาจจะเป็นห่วงกรัมปี้มากเกินไป ทั้งห่วงทั้งพะวง เพราะตั้งแต่ที่กลับมาจากชิปเชว่า แจจุงก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับกรัมปี้อีกเลย อย่าว่าแต่กรัมปี้ ขนาดลุค พอลล็อคที่เป็นถึงผู้จัดการส่วนตัวก็ยังคุยกันแทบนับคำได้ แจจุงเป็นแบบนี้เสมอเวลาซ้อมคอนเสิร์ต เขามักจะเอาจริงเอาจัง และแทบจะตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังมีวิเวียน เธอสัญญากับเขาแล้วว่าจะช่วยจับตาดูกรัมปี้ให้ และยังบอกอีกว่า ถ้าเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นก็จะรีบติดต่อแจจุงทันที แต่ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา แจจุงก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากเธอเลยนะ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีแล้วไม่ใช่หรือ  

หรือว่าไม่

แจจุงนิ่งคิด แต่แล้วก็ต้องรีบเอามือกดกระบอกตา อาการปวดศีรษะเนื่องจากพิษแอลกอฮอล์ตกค้างทำเอาแจจุงต้องส่งเสียงร้องครางออกมาเบาๆ

"สาบาน" แจจุงฟุบหน้าลงไปกับที่นอน "ครั้งหน้าฉันจะไม่แตะแกอีกเลย ไอ้เหล้าเฮงซวย" 

"ลูกสาบานแบบนี้มาตั้งแต่อายุสิบหก ทูนหัว"

"แม่!" แจจุงสะดุ้งโหยง เขาหันกลับไปมองที่ประตู แล้วก็ได้เห็นอดีตนักแสดงบรอดเวย์ผู้เลอโฉมกำลังยืนกอดอกมองมาที่เขา "แม่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ทำไมถึง อุบ" 

แจจุงรีบเอาสองมือตะครุบปิดปาก เขากระโดดพรวดลงจากเตียง เป้าหมายที่เขาต้องการในเวลานี้คือถังขยะ อ่างล้างหน้า หรือไม่ก็ชักโครก

"ถ้าลูกเป็นเด็กเล็กๆ แม่จะจับตีให้ก้นเขียวเชียว แจจุง" แม่รีบเดินตามเขาเข้ามาในห้องน้ำ เธอช่วยเอามือลูบหลังแจจุงที่กำลังโก่งคออาเจียนเอาทุกอย่างออกมา "นี่ลูกดื่มเข้าไปมากแค่ไหนกัน หืม ทำไมถึงไม่รู้จักควบคุมตัวเอง แม่สอนกี่ครั้งแล้วว่า" 

"โธ่ แม่ครับ" แจจุงแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น เขาใช้หลังมือเช็ดปาก ขณะหันมาทำท่าขอเวลาพักครึ่งจากแม่ "ผมขอยี่สิบนาที ไม่สิ แค่สิบนาที" แจจุงใช้มือดันหลังแม่เบาๆ "แล้วเดี๋ยวผมจะรีบตามออกไปสำนึกผิด พร้อมกับหอมแก้มแม่สองฟอด" 

"สามจ๊ะ" แม่ยิ้ม เธอแกล้งต่อรอง แล้วช่วยโยนผ้าขนหนูให้แจจุง

"สี่เลยครับ" แจจุงยื่นหน้าออกมาจากช่องประตู เขายิ้มทะเล้นให้แม่ "แต่จะเพิ่มให้อีกฟอด ถ้าอาหารเช้าวันนี้จะไม่ใช่แพนเค้กราดน้ำเชื่อมเมเปิ้ล"

"ไม่ใช่จ๊ะ" แม่บอก "อาหารเช้าของเราวันนี้จะเป็นเคซาดีญ่า เมนูโปรดของพ่อ"

"โอ แม่ครับ" แจจุงรู้สึกผิดจนแทบอยากจะร้องไห้ "ผมขอโทษ ผมลืมไปเสียสนิทเลยว่าวันนี้เป็นวันเกิดพ่อ"

"ลูกก็รู้ว่าพ่อไม่เคยโกรธลูก" แม่หันมายิ้มให้แจจุง มันเป็นยิ้มที่ทำให้แจจุงรู้สึกละอายแก่ใจ "แม่ก็เหมือนกัน ลูกรู้ใช่ไหมจ๊ะ ทูนหัว"

แจจุงพยักหน้า เขามองตาแม่ แล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าแม่รู้ทุกอย่าง

แม่เป็นผู้หญิงที่ดี เป็นแม่ที่ดี แม่เลี้ยงดูแจจุงมาด้วยความรัก ด้วยสองมือ ด้วยหนึ่งหัวใจ แม่พร้อมจะเสียสละทุกอย่างได้เพื่อเขา แต่เขากลับเลือกที่จะเสียสละความเชื่อใจเพียงหนึ่งเดียวของแม่เพื่อแลกกับความสุขของตัวเอง  

แจจุงโกหกเธอ

"ลูกรัก"  

"แม่ครับ"

"แม่รู้ว่าลูกจะพูดอะไร ทูนหัว" แม่เดินกลับมาจูบแก้มเขา แก้มที่ชื้นไปด้วยน้ำตา "แต่เรายังมีเวลาคุยกันอีกมาก และมันคงจะดี หากลูกจะไปเล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟังด้วย" แม่ลูบผมเขา น้ำเสียงของแม่อ่อนโยนเหมือนสัมผัส "พ่อคงรอลูกอยู่ เหมือนที่แม่เองก็รอคอยตลอดมา"

"โอ แม่ครับ" แจจุงโผเข้ากอดแม่ เขาสะอื้นอยู่กับเสื้อของเธอ "ผมขอโทษ ผมไม่รู้จะบอกแม่ยังไงดี" 

"ลูกรัก" แม่ผละตัวแจจุงออกมา เธอใช้ปลายนิ้วไล่เช็ดน้ำตาให้เขา "แม่รู้ คนเก่ง แม่รู้ว่าลูกพยายามแล้ว" แม่ยิ้มให้เขา "แต่แม่ก็อดน้อยใจไม่ได้ ที่สุดท้ายแล้วลูกชายของแม่ก็เลือกที่จะปกปิดแม่ มันทำให้แม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย"

"ไม่จริงนะครับ" แจจุงรวบสองมือของแม่มาจับไว้ เขามองตาเธอ ภายในดวงตาคู่สวยที่ไม่เคยขาดแคลนซึ่งความรัก แจจุงเห็นได้ชัดเจน ว่าแม่วางเขาไว้เหนือความสุขทั้งหมดของเธอ "แม่เป็นแม่ที่ดีที่สุด วิเศษที่สุด และสวยที่สุดในโลกสำหรับผม"

"ขอบใจ ลูกรัก" แม่หัวเราะ เธอหยิกแก้มเขาเบาๆทั้งสองข้าง "แต่ตอนนี้ แม่อาจจะกลายร่างเป็นนางยักษ์ขึ้นมาก็ได้ หากนับหนึ่งถึงสามแล้วลูกยังไม่กลับเข้าไปอาบน้ำเสียที"

"แม่เป็นนางยักษ์ไม่ได้หรอก"

"หนึ่ง"

"ผมพูดจริงนะครับ ขนาดตอนแม่โกรธสุดๆ แม่ก็ยังเหมือนนางฟ้า"

"สอง" 

"ดูสิเนี่ย ยังกับสาวอายุสิบสี่"

"สาม" 

"โอ๊ย จะเข้าไปอาบเดี๋ยวนี้ละครับ โธ่ แม่ครับ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าดึงกางเกง!" 

และนี่คือแม่ของเขา แม่ที่น่ารักของเขา แม่ที่ไม่เคยปล่อยให้ลูกชายคนเดียวของเธอต้องขาดซึ่งรอยยิ้มเลยสักนาที

แจจุงรักแม่
แต่ไม่รู้ว่าแม่จะรับความรักที่ผิดแผกของเขาได้มากน้อยเพียงใด

และนี่อาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แม่ต้องการพ่อมากที่สุดในเวลานี้

 

ภายในสุสานอันร่มเย็นและร่มรื่น แม่จับมือแจจุง เธอยิ้ม วันนี้แม่ปล่อยผมสยายยาวเต็มกลางหลัง แม่สวย สวยสะพรั่งเหมือนสาวน้อย แม่บอกว่าพ่อชอบแดฟโฟดิล กระโปรงเดรสที่แม่ใส่มาวันนี้จึงมีดอกแดฟโฟดิลที่พ่อชอบปักกระจายเอาไว้ทั่วตัว

แม่อยากให้พ่อตกหลุมรักแม่อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง
และแจจุงเชื่อว่าแม่ทำสำเร็จทุกครั้งไป

เราเดินกันอย่างไม่เร่งรีบ เพื่อทอดเวลาให้กับความทรงจำต่างๆที่ไหลผ่านเข้ามา

สำหรับแจจุง ช่วงเวลาเหล่านั้นอาจสั้นเกินกว่าที่เขาจะจดจำอะไรได้

ช่างน่าเสียดาย เพราะแจจุงอยากมีเวลาที่จะได้เรียนรู้ และได้ทำความรู้จักกับผู้ชายผู้เป็น รักแรกของแม่  คนนั้น ให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย

แจจุงเชื่อว่าเราจะต้องเป็นคู่พ่อลูกที่เข้าขากันได้ดีที่สุด เราอาจจะพากันออกไปนั่งแต่งเพลงที่ระเบียงด้านนอกของอพาร์ทเมนท์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ พ่ออาจจะแอบขยิบตาให้แจจุงในระหว่างที่แม่กำลังบวกจำนวนแคลอรี่บนกล่องอาหาร เราอาจจะหัวเราะให้กับรายการเกมโชว์ด้วยกันในช่วงคืนวันศุกร์ พูดคุยเรื่องสนุกๆกันในช่วงคืนวันเสาร์ และร้องเพลงด้วยกันในช่วงคืนวันอาทิตย์

เราอาจจะมีความสุขด้วยกันแบบนั้น ความสุขในชีวิตประจำวันที่ไม่จำเป็นต้องพิเศษไปกว่าวันไหนๆ
แค่มีพ่อ มีแม่ และก็มีแจจุง

แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่แม่กับแจจุงเดินกันมาจนสุดทางเดินโรยหินเล็กๆนี้ ความเป็นจริงกับความฝันจะถูกแยกออกจากกันด้วยแผ่นป้ายหินที่สลักชื่อพ่อเอาไว้อย่างดงาม 

พ่อหลับแล้ว
หลับสบายอยู่เบื้องใต้ความฝันอันเป็นนิรันดร์กาล

"พ่อกับลูกมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน" แม่พูดขึ้น ดวงตาของแม่ราวกับจะทอดมองให้ลึกลงไปถึงบุคคลที่เธอแสนคิดถึง ผู้ชายแสนดีที่กำลังนอนหลับอยู่ใต้แผ่นหินนี้ "พ่อเก่งทุกอย่าง แต่ไม่เอาอ่าวเรื่องโกหก" แม่ยิ้ม "ทุกครั้งที่พ่อพยายามจะปิดบังอะไรจากแม่ พ่อของลูกจะยิ้มเหมือนตัวตลก หัวเราะอย่างไร้เหตุผล และงุ่นง่านเหมือนตาแก่ในรายการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าตอนเช้าวันอาทิตย์" แล้วแม่ก็หันกลับมามองเขา มือของเรายังคงประสานกันแน่น "แต่ลูกไม่เป็นแบบนั้น ลูกจะยิ้มตาใสให้แม่ หอมแก้มแม่สองข้าง แล้วก็ยืนโบกมือลาแม่อยู่ที่หน้าอพาร์ทเมนท์ ลูกไม่เคยมีพิรุธ ลูกทำตัวเป็นปกติเหลือเกินจนกระทั่งรถของแม่กับคุณบิลลี่ลับสายตาไป หลังจากนั้น ลูกก็คง"

"ผมรีบโทรให้อลิเซียมารับ" จำเลยยอมจำนนในที่สุด แจจุงไม่กล้ามองหน้าแม่ ตาของเขาเอาแต่จ้องมองดินที่อยู่รอบป้ายหิน ความละอายท่วมท้นหัวใจ "ผมให้พอลล็อคช่วยโกหกทีมงานว่าผมมีไข้สองวันจึงไปซ้อมไม่ได้ จากนั้นผมก็หนีกลับไปที่ชิปเชว่า และแม่ย่อมรู้ดีที่สุดว่าผมกลับไปที่นั่นทำไม มีแต่แม่ที่รู้ แม่คนเดียวที่ผมอยากให้รู้มากกว่าใคร" 

"รู้กับรับรู้ไม่เหมือนกัน ลูกรัก" เสียงของแม่อ่อนโยน แม่ไม่เคยใช้เสียงตวาดดุแจจุงสักครั้งเมื่อทำผิด แต่แม่ใช้เหตุผล เพราะแม่รู้ว่าเหตุผลกำราบแจจุงได้ดีกว่ากำลัง "รู้ นั่นอาจเป็นเพียงแค่การได้ยินเผินผ่าน แต่รับรู้ คือการยอมรับ...ซึ่งการรู้นั้น" 

"ถ้าอย่างนั้น ผมอยากให้แม่รับรู้" แจจุงแทบจะใช้เสียงเหมือนเด็กชายตัวน้อยเวลาอ้อนขอของขวัญจากซานตาครอส และนี่อาจจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา "ได้ไหมครับ"

แจจุงไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาพูดแบบนั้นออกไป อาจเป็นลม อาจเป็นฟ้า อาจเป็นพระเจ้า อาจเป็นเทวดา หรือไม่  ก็อาจเป็นเพราะแจจุงกำลังยืนอยู่ต่อหน้าพ่อ แจจุงไม่อยากให้พ่อผิดหวัง แจจุงไม่อยากขี้ขลาด แจจุงอยากกล้าหาญให้ได้สักครึ่งหนึ่งของผู้ชายคนนี้ 

กล้าหาญที่จะรักใครสักคน

"ความรู้สึกของลูก แม่รู้" แม่พูดขึ้นหลังจากเงียบไปเนิ่นนาน "แต่การรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น ย่อมไม่ใช่หน้าที่ของแม่จริงไหมจ๊ะ" 

"เขาแค่ขอให้รอ" แจจุงบอกแม่ "เขาสัญญาว่าจะทำทุกอย่างและทุกทางเพื่อให้แม่กับคุณบิลลี่ยอมรับในตัวเขาให้ได้"

"ระยะสัญญาของเขานานแค่ไหนจ๊ะ" แม่ถาม เสียงของแม่เรียบลื่น ไม่มีเค้าอารมณ์ใดๆที่แจจุงสามารถจับทางได้เลย

"สองปีครับ" แจจุงตอบ 

"หลังจากลูกหมดสัญญากับโซอี้"

"ครับ"

"แล้วลูกจะทำยังไงกับสโนว์ บี หืม ทูนหัว" แม่ถามในคำถามที่แจจุงยังไม่ทันได้คิดหาคำตอบ "ลูกจะตัดใจทิ้งเขาได้ลงคอเชียวหรือ หากวันนั้นมาถึงจริงๆ"

"ผมยังไม่ได้คิด"

"ยุนโฮถึงให้เวลาลูกได้คิด" แม่พูดในสิ่งที่เขากลัว "สองปีนั่นอาจไม่ใช่เวลาสำหรับการรอคอย แต่เป็นเวลาที่ทำให้ลูกตัดใจ"

"ไม่!" แจจุงรีบส่ายหน้า คำตอบหลุดออกจากริมฝีปากก่อนที่สมองจะทันได้ประมวลผล "ไม่มีทาง ผมไม่มีวันเปลี่ยนใจ" 

"แล้วเวลาจะมีผลอะไรอีก หืม ลูกรัก ในเมื่อลูกเชื่อมั่นแบบนั้นแล้ว ต่อให้สองนาทีหรือสองปี เวลาย่อมมีค่าเสมอเหมือนกัน จริงไหมจ๊ะ" 

"โอ แม่ครับ" แจจุงเอามือปิดปาก 

"แม่รักลูกที่สุด ลูกก็รู้ใช่ไหมจ๊ะ ทูนหัว" ไม่มีความจริงใดในโลกที่จะสัตย์จริงเท่าคำพูดนี้ของแม่อีกแล้ว "ความรักที่ผ่านมาของแม่ อาจจบลงด้วยการร้างลา ตั้งแต่พ่อของลูกจากไป พ่อไม่ได้จากแม่ไปเพียงร่างกาย แต่พอดึงเอาส่วนหนึ่งของหัวใจแม่ติดตัวไปด้วย แม่จึงพยายามขวนขวาย ออกตามหาใครสักคนที่พอจะช่วยเติมเต็มชิ้นส่วนนั้นได้ แต่ก็อย่างที่ลูกเห็น ไม่มีความรักของใครเสมอเหมือนความรักที่พ่อมีต่อแม่ เพราะความรักของพ่อ คือความรักที่พร้อมจะเสียสละ เข้าอกเข้าใจ และไม่ใช่เพียงการปรารถนาแต่จะครอบครองเท่านั้น" 

แจจุงรับฟังสิ่งที่แม่พูดเงียบๆ พร้อมหัวใจที่เต็มตื้นไปด้วยความรัก ความคิดถึง รวมถึงความนับถือซึ่งมีต่อผู้เป็นพ่อ การครองหัวใจของใครสักคนได้ยาวนานถึงเพียงนี้ นั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ได้แล้วไม่ใช่หรือ ว่าพ่อของแจจุง เป็นพ่อ และเป็นสามีที่วิเศษสุดมากเพียงใด

"ลูกรัก" เสียงของแม่ปลอบประโลมพอๆกับมือของแม่ที่ลูบอยู่บนศีรษะของเขา "พ่อเคยพูดกับแม่เสมอว่า รักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถผูกพันคนสองคนไว้ได้ตลอดไป แต่เมื่อใดก็ตามที่รักนั้นประกอบขึ้นด้วยความรู้สึกที่ปรารถนาจะให้คนที่เรารักเป็นสุขที่สุด รักนั้นย่อมเป็นรักที่สมควรได้รับการยอมรับ และยุนโฮก็แสดงให้แม่เห็นแล้วว่า เขายกความสุขของลูกไว้เหนือความต้องการของเขา"

"แต่คุณบิลลี่..."

แจจุงแทบจะควานหากล่องเสียงของตัวเองไม่เจอ หัวใจเขาลิงโลด มันแทบจะระเบิดออกมา

"ความรักเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ใครก็ไม่สามารถห้ามได้หรอกลูก"

"แต่ยุนโฮบอกว่าคุณบิลลี่ไม่ยอมรับ เขาไม่อยากให้ยุนโฮรั้งผมไว้"

"คุณบิลลี่แค่กำลังฝึกม้าอยู่จ๊ะ" เรียวคิ้วของแจจุงขมวดมุ่น เขาฉงนใจกับสิ่งที่แม่พูด "คุณบิลลี่อธิบายขั้นตอนการฝึกม้า ดื้อ ให้แม่ฟังว่า หากลูกม้าตัวนั้นไม่ยอมเข้าคอก หรือไม่ยอมให้เราคล้องได้โดยง่าย วิธีการที่เราควรทำคือปล่อยให้มันวิ่งหนีไป หากให้ดีก็เปิดประตูคอกให้มันเสียด้วย เพราะการเตลิดของลูกม้านั้น จะทำให้มันมีสภาพเหมือนโดนไล่ออกจากฝูง และเมื่อใดก็ตามที่มันรู้สึกแบบนั้น โดยสัญชาตญาณ มันจะหวาดกลัว ตื่นตระหนก และจะทำทุกวิถีทาง เพื่อหาทางย้อนกลับเข้าฝูงด้วยตัวของมันเอง"

"อาจไม่ใช่ทุกตัว" ลางสังหรณ์ส่งเสียงเตือนดังกว่าครั้งไหน "คุณบิลลี่คิดผิด!"

"เป็นอย่างที่แม่คิด" เสียงของแม่คลับคล้ายจะซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ "ลูกรู้จักม้าตัวนั้นดีกว่าคุณบิลลี่"

"แม่ครับ" แจจุงเอามืออีกข้างกำชายเสื้อตัวเองจนยับ น้ำตากลิ้งอยู่ในคลองตา "ไม่มีอะไรใช่ไหม ยุนโฮ เขา" เสียงนั้นกลืนหายไปพร้อมกับคำตอบของแม่ 

"สี่วัน" แจจุงทรุดฮวดลงกับพื้นทันทีที่ได้ยิน ตัวเขาสั่น เรี่ยวแรงเหือดหาย ฝันร้ายย้อนคืนกลับมาในหัวราวกับจะช่วยย้ำเตือนความกลัวในจิตใจ "ม้าตัวนั้นเตลิดออกจากฟาร์มไปสี่วันแล้ว ลูกรัก"

 

 

 

 

ม้าพยศ !
นั่นคือสิ่งที่แบรดลีย์ แซ็คเคอรี่คิด เมื่อนึกถึงพ่อกับน้องชายคนสุดท้องของตน 

เหมือนกันอย่างกับแกะ ไม่สิ เหมือนกันอย่างกับม้าถึงจะถูก!  

เล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง ทดสอบอะไรไม่เข้าท่า ถ้าเกิดเขากับพอลตามเจ้าหนูไปไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น ตาแก่
มอร์ริสนั่นก็น่าโมโห คิดแต่เรื่องผลประโยชน์จนน่ายันให้ร่วงลงเขาไปซะให้หมดเรื่องหมดราว จะได้รู้ว่าเงินมันหุ้มกระดูกไม่ได้ จะรวยล้นฟ้าแค่ไหน กระดูกก็เปราะเหมือนกันหมดนั่นล่ะ
 

แบรดลีย์ยกแขนขึ้นกอดอก เขานั่งพิงอยู่ตรงกรอบหน้าต่าง คิ้วเข้มหนาเป็นปื้นของพ่อหนุ่มนักกีฬาขมวดพันกันแน่นเมื่อเพ่งออกไปภายนอก พระอาทิตย์ตกแล้ว ความมืดมิดค่อยๆโรยตัวครอบคลุมเมืองทูซอน เมืองที่ตั้งอยู่ทางใต้ของรัฐแอริโซนา ห่างจากชิปเชว่าและชายแดนประเทศเม็กซิโกเป็นระยะทางเท่าๆกันคือหกสิบไมล์

ที่นี่คือสวรรค์ของพวกบากัวเลรอส

พ่อบอกแบบนั้น
ใช่ พ่อบอก และพ่อก็รู้เรื่องตาแก่มอร์ริสนั่นมาตลอด  

รู้! แต่ก็ยังปล่อยให้เจ้าหนูต้องมาเสี่ยงอันตรายกับพวกแสวงโชคแบบนี้ได้ ยิ่งคิดแบรดลีย์ก็ยิ่งไม่เข้าใจ และยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก เมื่อพ่อพยายามมัดมือชกทั้งเขา พอล รวมถึงวิเวียน ให้ต้องกลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในแผนการนี้ของตัวเองด้วย ลำพังพวกเขาน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่วิเวียนนี่สิ เห็นว่าต้องปั้นเรื่องราวใหญ่โตเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ เพราะอีกฝ่ายก็เป็นถึงนักแสดงมืออาชีพ จะหลอกอะไรก็ต้องให้แนบเนียบหน่อย ไม่อย่างนั้น คงถูกจับได้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด

แต่แผนการของพ่อก็ไม่ได้เป็นไปตามที่หวัง เขาไม่รู้ว่าพ่อกับเจ้าหนูตกลงอะไรกันไว้ แต่ที่รู้แน่ๆคือพ่อต้องการอาศัยคำพูดของแจจุง เพื่อช่วยกล่อมให้เจ้าหนูเปลี่ยนใจ อ่อนข้อ หรือไม่ก็ยอมแพ้ในท้ายที่สุด ซึ่งมันก็น่าจะเป็นวิธีที่ได้ผล หากคุณนักแสดงชื่อดังเขาจะไม่ดันลืมพูดเรื่องสำคัญไปเสียก่อน ซึ่งพอพ่อได้รู้ว่าแผนการของตัวเองล้มเหลวไม่เป็นท่าจากปากของวิเวียน พ่อก็เลยต้องรีบบินกลับชิปเชว่าทันที  

แต่ทุกอย่างก็สายไป เจ้าหนูตามมอร์ริส เบิร์ต ออกจากฟาร์มไปเสียแล้ว 

พ่อโทรหาเขากับพอลทันทีในเช้าวันนั้น พ่อบอกเส้นทางที่คณะของมอร์ริส เบิร์ตน่าจะไปหยุดพัก ขบวนคาราวานของเหล่าบากัวเลโรจะเดินทางกันด้วยม้า ลัดเลาะไปตามเนินเขา และในท้ายที่สุด พวกเขาจะไปหยุดยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งน่าจะเป็นที่ราบรกร้างซึ่งติดอยู่กับเทือกเขาแคทะลีนาในเมืองทูซอน

พ่อให้พวกเขาไปดักรอเจ้าหนูที่นั่น เพราะพ่อได้ข่าวมาว่ามีเจ้าของไร่ปศุสัตว์ผู้มั่งคั่งรายหนึ่งกำลังกว้านซื้อที่ดินแถบนั้นอยู่ และตาแก่มอร์ริสก็น่าจะได้รับการว่าจ้างให้เข้าไปไล่ต้อนวัวป่าในพื้นที่นั่นด้วย เห็นว่าค่าเหนื่อยในครั้งนี้รวมเป็นเงินมหาศาล

เงิน เงิน เงิน

"เจ้าหนูอยากได้เงินเยอะๆไปทำไมวะ พอล" 

"พี่ไม่รู้" 

"แต่พี่น่าจะมีความคิดอะไรดีๆ"

"ตอนนี้ในหัวพี่มีเรื่องคิดมากพอแล้ว แบรดลีย์"

"แต่ก็น่าจะมีที่ว่างเหลือพอสำหรับน้องชาย" พ่อหนุ่มนักกีฬาหัวดื้อไม่ยอมแพ้ง่ายๆ "เจ้าหนูเป็นน้องเรานะ พอล ผมต้องรู้ให้ได้ว่าพ่อกับเจ้าหนูแอบมีความลับอะไรกันอยู่่"

"ในเมื่อนายก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นความลับ" พอลถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย คุยกับแบรดลีย์ทีไร เขาต้องขุดเอาเหตุผลร้อยแปดพันประการออกมาอภิปรายเสมอ "ก็แสดงว่าเจ้าของเรื่องเขาไม่อยากให้เรารู้ แล้วเราจะไปอยากรู้เรื่องของเขาทำไม"

"ก็เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกันไง ครอบครัวเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่พี่พยายามย้ำเตือนผมมาตลอดไม่ใช่หรือ"  

แบรดลีย์แทบจะตะเบ็งเสียงร้องตะโกนออกมา ท่าทีไม่ทุกข์ร้อนของพี่ชายคนโตทำให้เขาหงุดหงิดเป็นบ้า เขารู้ว่าพอลเป็นพวกใจเย็น แต่ก็ไม่คิดว่าจะเย็นขนาดนี้ หรือเพราะความเคยชินจากหน้าที่การงานจึงทำให้การมองสภาพคนเจ็บกลายเป็นเรื่องปกติ  

แต่นี่น้องชายพวกเขาทั้งคนนะ จะให้เขาทำเฉยเมยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง หากพวกเขาตามเจ้าหนูมาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น  

เขายังคงจำภาพเหล่านั้นได้ติดตา และจำกลิ่นคาวสาบสางของวัวตัวนั้นได้ติดจมูก
มันจะเกิดอะไรขึ้น หากวัวตัวนั้นไม่ล้มตาย  

แต่เป็น...

"แบรด" พอลเดินอ้อมเตียงคนไข้มาหาเขา แบรดลีย์รับรู้ถึงมือของพี่ชายที่วางอยู่บนบ่า "น้องปลอดภัยแล้ว และนายควรจะเลิกนึกถึงเรื่องร้ายๆเสียที" 

"ผมเลิกคิดไม่ได้ พอล" แบรดลีย์ส่ายหน้า เขาถอนหายใจออกมาอย่างหน่วงหนัก "ถ้าเราตามหาขบวนคาราวานของตาแก่มอร์ริสนั่นไม่เจอจะเป็นยังไง พี่ก็เห็น พวกนั้นแทบไม่ได้สนใจเลยว่าเจ้าหนูจะเป็นตายร้ายดียังไง พวกเขาสนใจแค่วัว! สิ่งแรกที่เขาวิ่งเข้าไปดูคือวัว!" 

แววตาของแบรดลีย์แข็งกร้าวหากเจือความเจ็บปวด เขาหันกลับไปมองเจ้าหนูที่ยังคงหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยา สภาพตอนนี้ดูดีกว่าสภาพตอนที่พวกเขาเห็นครั้งแรกมากโข สภาพที่นอนสลบอยู่ข้างวัวเพศผู้ตัวหนึ่งซึ่งถูกเชือกบ่วงบาศรัดคอจนตาย สภาพตอนนั้นแทบดูไม่ได้ ที่ศีรษะข้างหนึ่งมีรอยแตก ซึ่งน่าจะกระแทกกับอะไรบางอย่างตอนหล่นจากหลังม้า

ตาแก่มอร์ริสเล่าว่า ม้าที่เจ้าหนูใช้ขี่ คือม้าพันธุ์เธอร์รัพเบรด ซึ่งจัดว่าเป็นสายเลือดร้อนที่เจ้าตัวคงไม่เคยคุ้น การบังคับอาจต้องใช้แรงมากกว่าปกติ จึงทำให้พลาดท่าเสียทีตกลงมาได้ง่าย อีกทั้งวัวป่าที่เจ้าหนูคล้องได้นั้น ก็มีลักษณาการใหญ่โตและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบ

การออกเดินทางครั้งนี้ เจ้าหนูไม่ได้พาเจ้าวิเวียนมาด้วย และก็แทบจะไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาด้วยสักอย่าง ของเพียงชิ้นเดียวที่เจ้าหนูกำแน่นอยู่ในมือ คือผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตาที่เจ้าตัวกดทับไว้แนบหัวใจ 

มันคือสัญลักษณ์ของดราเซีย 

ดราเซีย
ชื่อเพียงชื่อเดียวเท่านั้นที่เจ้าหนูละเมอเพ้อหาตลอดเวลาที่ไม่ได้สติ

ตอนนั้นพอลรีบจัดการปฐมพยาบาลเจ้าหนู ระหว่างที่ตาแก่มอร์ริสก็พยายามเข้ามาอธิบาย และอ้างว่าพวกเขาไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เจ้าหนูคงจะแอบออกไปล่าวัวป่าคนเดียวตอนที่พวกเขานั่งดื่มเหล้ากันอยู่หน้าเต้นท์ที่พัก ตอนแรกแบรดลีย์ก็ไม่ได้คิดติดใจเอาความอะไรหรอก แต่แล้วก็ต้องมาเปลี่ยนใจคิดใหม่ หลังจากที่ได้ยินประโยคปัดความรับผิดชอบสุดท้ายจากปากของตาแก่เขี้ยวลากนั่น 

"อ่อ แล้วนี่ถ้าน้องพวกคุณฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ช่วยบอกเขาทีนะว่า วัวที่เขาจับได้นั่นมันไม่มีค่าราคาอะไรเลย แต่เขาก็คงจำได้นั่นล่ะ เพราะผมก็ย้ำกับเขาไปหลายรอบแล้วว่าถ้าจับได้เป็นๆ วัวทุกตัวถึงจะมีมูลค่าเท่ากับค่าจ้างหนึ่งเดือน แต่ถ้ามันตาย ก็เหลือแค่เป็นอาหารให้เรากับสุนัขเท่านั้น"

สุดท้ายก็วนเวียนอยู่แต่กับเรื่องเงิน
ซึ่งนั่นก็ยิ่งช่วยเน้นย้ำว่าแรงจูงใจสำคัญของเจ้าหนูในครั้งนี้ คือค่าตอบแทน

"แขนซ้ายน่าจะร้าวแต่ไม่ถึงกับหัก หมอใส่เฝือกให้แล้ว ส่วนแผลที่ศีรษะก็เย็บไปยี่สิบเข็ม อาการทั่วไปนอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ผลการเอ็กซเรย์สมองเป็นปกติ ไม่ได้รับการกระทบกระเทือนอะไร แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องรอดูอาการให้แน่ชัดอีกทีตอนที่น้องฟื้น"

นั่นคืออาการเบื้องต้นที่เขาได้รู้จากปากของพี่ชายคนโต หลังจากที่เจ้าหนูถูกส่งตัวกลับมาพักฟื้นที่ห้องพักปกติ 

"พี่โทรบอกพ่อหรือยัง" แบรดลีย์ถามห้วนๆ ความมึนตึงต่อผู้เป็นพ่อฉายชัดผ่านน้ำเสียง 

"บอกแล้ว" พอลตอบสั้นๆ 

"แล้วพ่อว่าไง"

"อยากรู้ก็โทรไปถามเอง"

"เฮอะ!"  

แบรดลีย์ทำเสียงขึ้นจมูก เขาเลิกเซ้าซี้พอล สองพี่น้องแทบไม่ได้สนทนาอะไรกันอีก แบรดลีย์หันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง พอลรู้ดีว่าน้องชายคนรองของเขากำลังคิดอะไรอยู่ ถึงภายนอกจะดูไม่ใส่ใจ แต่ภายในใจคงกำลังเจ็บปวดอย่างสุดแสนสาหัส 

คำว่าครอบครัวมีอิทธิพลกับแบรดลีย์มากกว่าที่ใครๆคิด
นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่พ่อยังไม่พร้อมจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับยุนโฮให้แบรดลีย์ฟัง

เขาจะรับได้ไหม หากได้รู้ว่าน้องชายที่ตนรักแสนรักไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน

จะรับได้ไหม หากได้รู้ว่าเราทั้งสามคนไม่ได้เป็น

พอลรีบหยุดความคิดนั้นของตนเองลงทันทีที่รู้สึกถึงความชื้นบนบ่า และหากนี่คือคำตอบ มันก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดของแบรดลีย์

พอลยกมือลูบผมน้องชายคนรองช้าๆ แบรดลีย์ก้มหน้าวางศีรษะไว้ที่บ่าของเขา ไม่มีเสียงสะอื้น นานเท่าไหร่แล้วหนอที่พอลแทบไม่เคยได้เห็นน้ำตาของเด็กคนนี้ ตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่แบรดลีย์เกลียดที่สุด คือความอ่อนแอ 

"ผมมันเป็นพี่ชายที่พึ่งพาไม่ได้เลยใช่ไหม พอล" เสียงนั้นแหบห้าว พอลรู้ดีว่าแบรดลีย์พยายามที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ "เจ้าหนูถึงไม่ไว้ใจผม เขาไม่ยอมบอกอะไรผมเลย เขานึกว่าผมเป็นพี่ชายทึ่มๆที่มองเขาไม่ออกหรือไง ผมเลี้ยงเขามานะ พอล ทำไมผมจะไม่รู้ว่าน้องมันกำลังเสียใจอยู่"

"ก็แล้วทำไมนายถึงไม่ถามน้องออกไปตรงๆล่ะ" พอลใช้มืออีกข้างตบหลังปลอบยักษ์ตัวโตที่แสนใจน้อย
แบรดลีย์นั้นก็เหมือนกับพ่อ ทั้งปากแข็ง ขี้น้อยใจ และสุดท้ายฟอร์มจัด "ไม่แน่ว่าถ้านายถาม ยุนโฮก็อาจจะเล่าให้นายฟังหมดทุกเรื่องเลยก็ได้"
 

"เฮอะ!" เขาทำเสียงขึ้นจมูกอีกครั้ง "ผมมันไม่สำคัญขนาดนั้นหรอก สำหรับเจ้าหนูน่ะ ขนาดตอนหมดสติก็ยังเรียกหาแต่คนอื่น"

"คนอื่นที่ไหน" พอลส่ายหน้า เขาหลุดหัวเราะ สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม อาการหวงน้องกำเริบเหมือนทุกที
"แจจุงเป็นคนในครอบครัวเราแล้วนะ แบรด"
 

"โอ แน่สิ เป็นแน่" แบรดลีย์ผละตัวออกจากอ้อมกอดของพี่ชาย เขารีบใช้มือลูบหน้าเร็วๆเพื่อไม่ให้พอลเห็นน้ำตาของเขา "และหลังจากนี้ก็คงควบหลายตำแหน่งในครอบครัวเราเชียวล่ะ"

"พี่นึกว่านายชอบแจจุง" พอลถาม เขาหรี่ตามองน้องชายคนรองของตนอย่างจับผิด "ก็เห็นว่าเข้ากันดี" 

"ก็ไม่ได้เกลียดอะไร" พ่อหนุ่มนักกีฬายกมือขึ้นเสยผมอย่างหงุดหงิด

"แล้วนายมีปัญหาอะไรนักหนา" พอลถอนหายใจ "อย่าทำตัวเป็นพี่ชายขี้หวงนักเลย ทีกับพี่ นายไม่เห็นเป็น" 

เท่านั้นล่ะ แบรดลีย์หันขวับ เขาลุกขึ้นยืนพรวดพราดจนพอลเกือบจะหงายหลังล้ม

"พี่ว่าอะไรนะ" หน้าตาแบรดลีย์ถมึงทึง ฝ่ามือใหญ่บีบแน่นที่ต้นแขนของคนเป็นพี่ "นี่พี่แอบคบใครอยู่งั้นหรอ มันเป็นใคร บอกผมมาเดี๋ยวนี้เลย"

"พี่เจ็บ แบรด ปล่อย" พอลใช้เสียงดุ เขาตีมือน้องชาย "แล้วก็จะโมโหอะไรขนาดนี้ ไม่เข้าเรื่อง ยิ่งนายทำแบบนี้ ก็อย่าหวังเลยว่าพี่จะบอก" 

"พอล แซ็คเคอรี่" เสียงห้าวลึกนั้นคำรามลอดไรฟัน

"พี่จำชื่อกับนามสกุลตัวเองได้ ไม่ต้องมาเน้นย้ำ" พอลพูดสบายๆ เขาเตรียมจะหมุนตัวเดินกลับไปนั่งพัก แต่ก็ถูกยักษ์ตัวใหญ่ดึงกลับไปกอดไว้เสียก่อน "อะไรกัน แบรด"

"พี่ต้องบอกผม" เสียงของแบรดลีย์ทำให้หัวใจพอลเต้นผิดจังหวะ "ต้องบอกผมล่วงหน้าสิบปี ไม่สิ ยี่สิบ สัญญานะว่าต้องบอก ไม่งั้นผมตายแน่ ตายแน่ๆ ผมพูดจริงนะ พอล"

"รู้แล้ว ถ้าพี่มีคนที่ชอบเมื่อไหร่" พอลพยายามพูดติดตลก เขายกมือตบหลังน้องชายเบาๆ "พี่จะบอกนายล่วงหน้าสักสามสิบปีเลยละกัน เอาสักตอนที่พี่อายุเจ็ดสิบเลยดีไหม"

"แต่ผมคงต้องบอกพี่ตอนนี้"

เสียงแหบแห้งที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้สองพี่น้องต้องรีบผละออกจากกัน แม้ดวงตาสีน้ำตาลฉ่ำน้ำที่จ้องมองมายังคงมีอาการเหนื่อยล้าให้เห็น หากมุมปากที่ยกขึ้นเล็กๆนั่นบ่งชัด เจ้าตัวคงตื่นมานานพอแล้วที่จะได้ยินทุกอย่าง

"เจ้าหนู!" แบรดลีย์แทบจะกระโจนขึ้นไปบนเตียงน้องชาย "ให้ตาย ทำให้พี่เป็นห่วงแทบแย่"

"เป็นยังไงบ้าง หืม" พอลยิ้ม เขาเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งของพอลยกไปวางเบาๆที่หน้าผากของน้อง เขาระวังไม่ให้โดนส่วนที่เป็นแผล "รู้สึกเวียนหัว หรืออยากจะอาเจียนหรือเปล่า"

คนไข้ส่ายหน้าช้าๆ "แค่หิวน้ำ" 

มีปลายหลอดพลาสติกมาจ่อที่ริมฝีปากของยุนโฮทันทีที่เขาพูดจบ ยุนโฮใช้สายตามองไปพี่ชายคนรอง หากคนฟอร์มจัดกลับแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ 

"ค่อยๆจิบ อย่าเพิ่งดื่มเข้าไปเยอะ" 

ยุนโฮว่าง่าย เขาเชื่อฟังทุกอย่างตามที่พอลบอก เพราะเขารู้ดีว่าทั้งพอลและแบรดลีย์เป็นห่วงเขามากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บางครั้งสายเลือดก็ไม่สำคัญเท่ากับความผูกผัน ความจริงข้อนั้นทำให้ยุนโฮยอมพังทลายทิฐิของตนเองลง 

"แล้วนี่ไม่ตกใจบ้างเลยหรือไงที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นพี่กับแบรด"

น้องชายของพวกเขาส่ายหน้าช้าๆ "ไม่หรอก เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าพ่อต้องให้พวกพี่ตามมา" 

"ร้ายทั้งคู่" พอลถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย "เล่นอะไรกันเป็นเด็กๆ"

"ผมแค่อยากพิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็น" ยุนโฮเน้นคำว่า พ่อ ชัดเจนกว่าคำอื่นๆ "ผมกับพ่อก็เหมือนคนกับม้า หากเราอยากจะก้าวไปข้างหน้า เราก็ต้องพร้อมที่จะเชื่อใจกัน คนเชื่อใจม้า ม้าเชื่อใจคน และเมื่อใดก็ตามที่เราเชื่อใจกัน ข้อผูกมัดหรือเครื่องบังคับใดๆก็ไร้ความหมาย พ่อจะคุมผมได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้บังเหียน เพราะเมื่อใดก็ตามที่พ่อยอมรับในตัวผมแล้ว ผมจะฟังคำสั่งจากพ่อด้วยใจ" 

พอลมองน้องชายคนเล็กของตนด้วยสายตาแห่งความภาคภูมิ น้องชายที่เคยตั้งแง่กับพ่อ และถือทิฐิมาโดยตลอด เริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และทำความเข้าใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น อดีตที่ได้รู้กลายเป็นครูที่ช่วยสอนสั่งให้น้องชายของเขาเติบใหญ่ ไม่ใช่แค่ที่ร่างกาย แต่หมายรวมถึงจิตใจ 

"แล้วทำไมต้องพิสูจน์จนเจ็บตัวแบบนี้" แบรดลีย์ยืนกอดอกด้วยท่าทีสอบสวนเต็มที่ "พี่ไม่เข้าใจ และก็ไม่เชื่อด้วยว่านายจะคุมม้าตัวนั้นไม่อยู่อย่างที่ตาแก่มอร์ริสนั่นบอก"

"ผมแค่เสียสมาธิ" ยุนโฮเตรียมจะขยับตัว แต่พอลกลับกดไหล่เขาไว้เบาๆ

"พี่รู้ว่านายจะหาอะไร"

พูดจบ พอลก็เอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตาที่โต๊ะข้างหัวเตียงมาส่งให้น้องชาย ยุนโฮรับมันไว้ เขามองมันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะนำมันกลับลงมาไว้ที่เดิม ตำแหน่งเดิม 

หัวใจ 

"นี่อย่าบอกนะว่า" แบรดลีย์อดไม่ได้ที่จะทำเสียงแค่นในลำคอ "ที่นายตกม้าก็เพราะผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ผืนเดียว"

"พอดีมันปลิว"

น้องชายอธิบายง่ายๆ แต่คนฟังถึงกับต้องยกมือขึ้นมาตบหน้าผาก  

"ให้ตาย! พี่ไม่อยากเชื่อเลย เจ้าหนู" แบรดลีย์โวยวาย "ว่านายจะมาตกม้าตายเพราะไอ้แค่ผ้าเช็ดหน้าผืนเดียว" ยุนโฮไม่ตอบ เขาแกล้งหลับตา การต่อล้อต่อเถียงกับแบรดลีย์ย่อมไม่มีวันจบสิ้น พี่ชายคนรองของเขาไม่เคยยอมแพ้ แบรดลีย์จะเถียงจนกว่าตนเองจะได้รับชัยชนะ "อย่ามาหลับตาหนีความผิดนะเจ้าหนู พี่ยังไม่หมดคำถามนะเว้ย"

"มันไม่ใช่แค่ผ้าเช็ดหน้า" พอลต้องลงมาเป็นคนห้ามศึกเหมือนเคย เขาตอบคำถามแทนคนที่แกล้งหลับตาสนิท "แต่เป็นมากกว่านั้นใช่ไหม ยุนโฮ"

"ชีวิต" น้องชายเขาตอบ ตอบสั้นๆ หากหนักแน่นทุกพยางค์คำ

"และเดิมพัน" พอลถอนหายใจ เขารู้อยู่แล้วว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ยุนโฮตัดสินใจไปแล้ว และไม่ว่าใครก็เปลี่ยนใจเขาไม่ได้ "พี่รู้เรื่องที่นายตกลงกับพ่อแล้ว "

"นี่พูดเรื่องอะไรกัน ทำไมผมไม่รู้เรื่อง เจ้าหนูไปตกลงอะไรกับพ่อ พอล"  

แบรดลีย์โวยวายขึ้นมาทันที แต่พอลยังไม่สนใจน้องคนรอง การอธิบายกับแบรดลีย์ต้องใช้เวลา และพอลรู้ว่าเขามีเวลามากเกินพอสำหรับแบรด

แต่ไม่ใช่กับยุนโฮ

"พี่ไม่อยากพูดแทนแจจุงเอาเองหรอกนะ ยุนโฮ" พอลว่า "แต่พี่เชื่อแน่ว่าเขาจะไม่มีความสุขกับการตัดสินใจครั้งนี้ของนาย เหมือนกับพ่อ พี่ หรือแม้กระทั่ง..." พอลใช้สายตาเหลือบมองไปทางยังยักษ์ตัวโตที่กำลังทำหน้าถมึงทึง "แบรดลีย์เองก็ตาม"  

"เฮ้ย แต่ผม" น้องชายคนรองของเขาตั้งท่าจะอ้าปากพูด  

"พี่จะอธิบายทั้งหมดทีหลังแบรด" พอลรีบขัด "แต่ตอนนี้พี่แค่อยากได้เสียงสนับสนุน"

"งั้นพี่เห็นด้วยกับพอล" ง่ายดายอย่างนั้นล่ะ แบรดลีย์ แซ็คเคอรี่ "ตอนนี้สามต่อหนึ่ง ไม่สิ สี่ต่อหนึ่ง รวม
แจจุงด้วย"

พอลส่ายศีรษะ ทีอย่างนี้ล่ะก็ แบรดลีย์สามารถนับรวมแจจุงเข้ากลุ่มได้อย่างหน้าตาเฉย

"ต่อให้สิบต่อหนึ่ง หรือพันต่อหนึ่ง ผมก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ" น้องชายเขาลืมตา สีนัยน์ตาของยุนโฮแทบจะไม่เหมือนใครในครอบครัว รวมทั้งความเด็ดเดี่ยวแข็งกร้าวนั่นด้วย เขาเหมือนม้าพยศ ม้าที่พ่อไม่เคยกำราบได้อยู่หมัดเสียที "แต่ถ้าพ่อเปลี่ยนใจ ผมจะยอมกลับไป แต่ไม่ใช่ในฐานะที่พ่อเฝ้าหวัง"

ทันทีที่ได้ยิน พอลถึงกับต้องถอดแว่นออก เขายกสองนิ้วขึ้นกดที่สันจมูก นาทีนี้ เขาเริ่มเข้าใจพ่อแล้วว่าการกำราบม้าดื้อนั้นง่ายกว่ากำราบเด็กคนนี้มากแค่ไหน

ยุนโฮดื้อ และไม่ใช่แค่ดื้อธรรมดา แต่เขาดื้อรั้นยิ่งกว่าม้าทั้งคอกรวมกันเสียอีก

"นายก็รู้ว่าพ่อไม่มีวันเปลี่ยนใจ"

"ผมเองก็เหมือนกัน" ยุนโฮมองหน้าพี่ชายทั้งสองคนของเขา "ผมขอเวลาแค่สองปี"

"สองปีสำหรับอะไร" พอลถาม เขาไม่เข้าใจความคิดของน้องชายคนนี้จริงๆ "พี่ไม่เข้าใจว่าขบวนคาราวาน หรือแม้กระทั่งการเดินทางไปกับคนอย่างมอร์ริส เบิร์ต จะให้อะไรกับนายได้" พอลระบายลมหายใจ "พี่รู้จักน้องชายของพี่ดี และพี่เชื่อว่านายก็ต้องรู้จักตัวเองดีมากกว่าใคร นายมีความสามารถมากกว่านั้น ยุนโฮ มากเกินกว่าที่จะทิ้งขว้างมันไป หากนายอยากสร้างอนาคต อยากมีรายได้ มันยังมีหนทางอีกมากมายให้นายเลือกเดิน" 

"เดินตามทางที่พ่อถางไว้ให้น่ะหรือ" ยุนโฮยิ้มข่มขื่น "ผมรับไม่ได้ ผมละอายเกินกว่าจะรับมันไว้ได้ พอล"

"นายก็เลยเลือกหนทางนี้แทนงั้นสินะ" สีหน้าของพอลในเวลานี้ไม่แผกอะไรจากสีหน้าของพ่อในตอนนั้น ตอนที่พ่อได้ยินข้อเสนอของเขา ข้อเสนอที่ยุนโฮใช้เป็นเดิมพันสุดท้าย "สองปีกับการตัดขาดทุกอย่าง มันได้อะไร หืม ยุนโฮ พี่อยากรู้จริงๆ เวลาของนายมีค่าน้อยกว่าศักดิ์ศรีขนาดนั้นเชียวหรือ" 

"พอล" เป็นครั้งแรกที่แบรดลีย์เห็นพี่ชายคนโตของเขาใช้น้ำเสียงแบบนั้นกับเจ้าหนู "ใจเย็น เจ้าหนูยังเจ็บ" 

"ไม่ได้มีแต่นายที่เจ็บ ยุนโฮ" พอลมองหน้าน้องชายด้วยแววตาผิดหวังและเสียใจ "แต่ทุกคนที่รักนาย เขาก็เจ็บเหมือนกัน ไม่ใช่แค่พ่อ ไม่ใช่แค่พี่ ไม่ใช่แค่แบรดลีย์ แต่ทุกคนในฟาร์มรักและเป็นห่วงนายมาก นายอาจจะไม่สนใจพวกเขาก็ได้ แต่นายจะไม่สนใจคนที่นายยอมคุกเข่า แล้วเลือกเขามาเป็น ดราเซีย หน่อยหรือไง แจจุงจะรู้สึกยังไงที่นายตัดสินใจแบบนี้"

มือของยุนโฮขยับร่นกำผ้าเช็ดหน้าสีขาวในมือของตนแน่นยิ่งกว่าครั้งใด เขาหลับตา ภายใต้ความมืดมิดอันไม่รู้จบ แสงเดียวที่สว่างสดใส และกระจ่างฉายชัดในความทรงจำ คือรอยยิ้มจากดวงจันทร์ ดวงเดียวเท่านั้น ที่เขารักมากกว่าโลกทั้งใบของตน 

ดราเซีย
เจ้าชีวิต เจ้าหัวใจ 

นั่นคือความหมายของคำเรียกขานที่เขาตั้งใจมอบให้แก่คนเพียงคนเดียว 

"ดราเซียควรมีสิทธิเลือก" ยุนโฮยกผ้าผืนนั้นจรดที่ริมฝีปากของตน "เลือกคนที่ดีที่สุดสำหรับเขา" 

"แล้วถ้าใครคนนั้นไม่ใช่นายล่ะ หืม" พอลมองหน้าชายด้วยความรู้สึกเป็นห่วงและปรารถนาดีอย่างแท้จริง "นายจะทนได้หรือ หากต้องเห็นเขามีความสุขกับคนอื่นที่ไม่ใช่นาย"

"ผมมีสิทธิเพียงอย่างเดียวคือการได้รัก พอล" ยุนโฮยิ้ม "ซึ่งสิทธินั้นก็มากเกินพอแล้วสำหรับผม"

พอลระบายลมหายใจเมื่อได้ยินคำตอบ 

"สองปีอาจไม่ใช่เวลาที่ยาวนานสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ ยุนโฮ" พอลวางมือบนศีรษะของน้องชาย "แต่สำหรับหัวใจ สองปีมันอาจยาวนานเกินไปสำหรับการรอคอย"

"ผมรู้" ยุนโฮลืมตามองเพดานกว้างของห้องพัก "รู้และพร้อมยอมรับกับการตัดสินใจของเขาเสมอ หากในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า หัวใจของเขาจะเปลี่ยนแปลงไป ความปรารถนาหนึ่งเดียวของผม คือขอให้ใครคนนั้นรักเขาให้ได้มากกว่าที่ผมรัก" 

"ถ้าอย่างนั้น นายก็คงรู้" พอลส่ายศีรษะ เขายิ้มให้กับน้องชายของตน น้องชายที่เขาไม่วันจับได้ไล่ทัน "ว่าความปรารถนานั้นของนายจะไม่มีวันเป็นจริงได้สินะ"

"ผมภาวนา" ความอ่อนล้าและฤทธิ์ยากำลังฉุดยุนโฮให้ร่วงสู่บ่อลึกแห่งความฝัน "ผมจะเฝ้าภาวนาทุกคืนวันว่าให้ใครคนนั้นไม่มีอยู่จริง" 

"ไม่ว่าใครคนนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่" พอลขยับผ้าห่มให้น้องชาย ยุนโฮผล็อยหลับไปแล้ว พอลจึงค่อยๆดึงผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นออกจากมือของน้องชาย "มนุษย์อย่างเราก็ไม่ควรแขวนชีวิตไว้กับคำภาวนา ยุนโฮ"  

แม้แต่แบรดลีย์ที่ยืนนิ่งมาเนิ่นนานก็ยังเข้าใจในความหมายที่พอลพูด เขามองใบหน้าของน้องชายสลับกับผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตาที่พอลนำมันกลับไปวางไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง

"แจจุงรู้เรื่องนี้หรือเปล่า พอล" นั่นคือประโยคแรกที่แบรดลีย์ถาม "หรือมีแต่ผมคนเดียวที่ไม่รู้อะไรเลย"

พอลส่ายศีรษะ

"พี่เชื่อว่าเจ้าหนูไม่ได้บอกเขา หรือถ้าบอกก็บอกไม่หมด เจ้าหนูอาจบอกให้เขารอสองปี แต่คงไม่ได้บอกว่าสองปีที่ว่านั่น คือการที่จะไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย"

แบรดลีย์ถอนหายใจ  "ถ้าอย่างนั้นมันก็ยากเกินไป ไม่มีทางที่คำภาวนาของเจ้าหนูจะเป็นจริงได้ พี่ก็รู้ เขามีคนให้เลือกมากมาย คนที่พร้อมกว่า และเหมาะสมกับเขามากกว่าเจ้าหนูของเรา"

"ไม่มีใครรู้ได้หรอก แบรด" พอลยิ้มให้น้องชายคนรองของตน "เรื่องของหัวใจ ใครก็ตอบแทนกันไม่ได้" 

ใช่ ไม่มีใครรู้
ไม่มีใครรู้ว่าความปรารถนาสุดท้ายของกรัมปี้จะเป็นจริงได้หรือไม่

ไม่มีใครรู้
นอกจากสโนว์ไวท์

 

 

  

TBC.

 

 

A/N :  ตอนแรกว่าจะจบได้ภายในตอนนี้ตอนเดียว แต่ไปๆมาๆยาวกว่าที่คิด ก็เลยต้องขอยกตอนจบไปไว้
ตอนหน้านะคะ แต่รับรองตอนหน้าจบแน่นอนเลย 

 

 

 

THEME SONG | ALWAYS, IT'S YOU : THE EVERLY BROTHERS

THERE IS ONLY ONE LOVE
ONE ALONE FOR ME
IT'S YOU
ALWAYS IT'S YOU