Stuck On The Puzzle (1)

posted on 16 Dec 2016 02:32 by junk-time in ShortFiction

'I'm not the kind of fool who's gonna sit and sing to you about stars.'

※  ※  

 

 

เขายังคงจำคืนนั้นได้ดี
คืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท หากมีละอองดาวหล่นเกลื่อนคล้ายเศษขนมปังบนโต๊ะอาหารยามเช้า

พวกเราทั้งห้าคนกำลังนั่งล้อมรอบกองไฟ เหนือหัวพวกเราคือป้ายผ้าขนาดกว้างหนึ่งฝ่ามือ ปลายด้านหนึ่งของมันถูกผูกติดอยู่กับเสาอากาศบนรถกระบะของมิคกี้ ส่วนปลายอีกด้านถูกดึงมาผูกยึดโยงไว้กับกิ่งหนึ่งของต้นสนฟากตรงข้าม

ยุนโฮเงยหน้ามอง บนผืนผ้าฝ้ายสีเหลืองยับๆ มีตัวอักษรสีแดงโดดเต่นถูกเขียนหวัดๆไว้ว่า

 

"กลุ่มห้าพี่น้องร่วมสาบาน"

 

ตัวหนังสือเริ่มเลือนลาง มันถูกใช้งานมานานเท่ากับความสัมพันธ์ของพวกเขา

"ให้ตาย ฉันลืมเอาแผ่นเสียงของโอเอซิสมาจากบ้าน" มิคกี้บ่นอย่างหัวเสีย เขามุดตัวออกมาจากเบาะด้่านหน้าของรถ ในอ้อมแขนของเขามีเครื่องเล่นเสียงแบบพกพา และลำโพงขนาดเล็กอีกสองตัว "นี่ พวกนาย มีใครพกอะไรเจ๋งๆติดตัวมาบ้างไหม"

"ผมมีของเดอะ โรลลิ่ง สโตนส์" ชิมชางมินร้องบอก เขาเช็ดมือที่เปื้อนคราบซอสมะเขือเทศจากการสวาปามแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นที่สองเข้ากับกางเกงวอร์มเก่าๆ "มันติดมาในนี้พอดีอ่ะพี่" เขาพูด แล้วชูวอล์คแมนสีส้มของโซนี่ขึ้นเหนือศีรษะ

"เจ๋งเป้ง" มิคกี้ดีดนิ้ว เขากระโดดรับเทปคาสเซ็ทที่ชางมินโยนส่งให้กลางอากาศ "ถึงเวลาบูชามิก แจ็กเกอร์  แล้วพวก"

ชางมินสอดนิ้วเข้าไปในปากเพื่อเป่าออกมาเป็นเสียงนกหวีด เด็กหนุ่มตัวโย่งปีนขึ้นไปนั่งบนโต๊ะปิกนิกยาวซึ่งมีมันทอดกับน้ำอัดลมวางกองสุมๆกันไว้อย่างระเกะระกะ นัยน์ตาของชางมินใสแจ๋วเหมือนลูกกวาง เขามองมิคกี้ที่กำลังเร่งเสียงเพลงให้ดังกระหึ่มเหมือนมองผู้นำกลุ่มความเชื่อทางศาสนา

ความสัมพันธ์ของพวกเขาถูกยึดโยงไว้ด้วยเสียงดนตรี

อธิบายง่ายๆก็คือ หากเมื่อใดก็ตามที่มิคกี้มีแผ่นเสียงใหม่ๆอยู่ในมือ เขาจะเป็นคนเดียวที่สั่งการชางมินได้ ในทางกลับกัน หากเมื่อใดก็ตามที่มิคกี้ผู้อ่อนไหวปิดตัวเงียบอยู่ในห้อง ชางมินจะเป็นคนเดียวที่หาญกล้าเคาะประตูเพื่อเรียกเขาออกมา

ไม่มีคำปลอบโยนใดๆหลุดออกจากปากของเจ้าเด็กน้อยประจำกลุ่ม ชางมินจะแค่ยื่นคาสเซ็ทเทปที่อัดเพลงร็อคแอนด์โรลที่ตนชอบจากคลื่นวิทยุส่งให้มิคกี้ จากนั้น เขาก็จะรีบเดินหนีออกมาก่อนที่มิคกี้จะยกมือขึ้นปาดน้ำตา

"น่าเบื่อจัง ทำไมพวกเขาถึงต้องฟังอะไรแบบนี้ทุกทีเลยนะ" ยุนโฮหันไปมองหนุ่มน้อยอีกคนข้างกายที่กำลังวางคางเกยไปบนเข่า ในมือเล็กๆกำห่อช็อกโกแลตที่กินเหลืออยู่ครึ่งแท่งไว้หลวมๆ เขาบ่นงุบงิบตอนที่สองพี่น้องร็อคแอนด์โรลเริ่มโยกหัวและแผดเสียงร้อง "ฉันอยากฟังเอ็นซิงก์ หรือไม่ก็บอยซ์ ทู เมน มากกว่านี่น่า"

"ถ้างั้นครั้งหน้า พี่จะลงคะแนนเสียงให้จุนซูเป็นคนจัดงานแทนดีไหมล่ะ"

"จริงนะ!"

รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กสว่างวาบเหมือนดาวตก ยุนโฮเป็นนักผลิตรอยยิ้มชั้นยอดสำหรับจุนซู แต่ในทางกลับกันก็เป็นนักตีกรอบตัวเอ้ที่จุนซูนึกขยาด

"จริงสิ" ยุนโฮยกมือขึ้นขยี้ผมสีชมพูแสบตา "แต่หลังจากนายย้อมไอ้เจ้านี่กลับเป็นสีเดิมก่อน"

"หัวโบราณจริงจริ้ง" จุนซูทำหน้ามุ่ย เขาปัดมือยุนโฮออก แล้วคว้าห่อแครกเกอร์ที่วางอยู่ที่พื้นขึ้นมาถือไว้ ยุนโฮหัวเราะร่วนอย่างเอ็นดู ส่วนจุนซูแยกเขี้ยวใส่ "เดี๋ยวพอพี่ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ฉันจะย้อมผมสิบแปดเฉดสีไปเลย ขอดูสิ"

"ระวังมะเร็งจะถามหาล่ะ"

"ถ้ามัวแต่กลัว ป่านนี้ฉันก็คงกำลังวิ่งหนีสิ่งที่ชอบ แบบที่พี่ชอบทำ"

คำพูดของจุนซูทำเอาลิ้นของยุนโฮเป็นอัมพาตชั่วขณะ จุนซูไม่ได้นั่งรอ เพื่อเฝ้ามองผลจากคำพูดเถรตรงของตัวเอง หนุ่มน้อยรีบลุกขึ้นยืน เขาเดินหนีไปรวมกับสองสหายซึ่งกำลังจัดไลฟ์คอนเสิร์ตอยู่บนหลังคาของรถกระบะ

เดอะ โรลลิ่ง สโตนส์อาจไม่เลวร้ายเท่าไหร่ หากเทียบกับคำเทศนาของยุนโฮ

"มาร์ชเมลโล่ว์"

"อะไรนะ"

"ฉันได้กลิ่นมาร์ชเมลโล่ว์กำลังไหม้น่ะ"

ยุนโฮรีบยกปลายไม้ให้ออกห่างจากเปลวไฟตามคำเตือน ด้านหนึ่งของเจ้าก้อนสีขาวซึ่งถูกทิ่มไว้ที่ส่วนปลายของไม้กำลังกลายเป็นสีดำ ยุนโฮถอนหายใจ เขารีบเป่าลมออกจากปากเพื่อระบายความร้อนให้มัน

"ด้านนี้ยังพอกินได้" เขาบอก เดินอ้อมกองไฟไปฝั่งตรงข้าม ยุนโฮเลือกนั่งบนเก้าอี้แบบพับได้ของมิคกี้ "อ้าปากสิ"

ยุนโฮขยับตัว เขาก้มตัวลงเล็กน้อย แขนข้างหนึ่งแตะลงบนบ่าเล็กของคนที่กำลังนั่งทับอยู่บนกล่องกระดาษบู้บี้ด้านหน้า ส่วนมืออีกข้างก็จัดแจงกะเกณฑ์ตำแหน่งของขนมให้ตรงกับปากเล็กที่ยอมอ้ารอตามคำสั่ง

"อีกฉากเดียวก็จบตอนแล้ว" เสียงใสนั้นร้องบอกอย่างตื่นเต้น แสงสว่างจ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาที่ไม่ต่างอะไรจากพระจันทร์ "แอกเซิลกำลังจะหาดาบของเกล็นเจอที่นอกหอคอย"

เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก เก็บความหอมไหม้ของมาร์ชเมลโล่ลงคอจนหมด

"จริงสิ" ยุนโฮถามอย่างตื่นเต้น เขาขยับหน้าเข้าไปใกล้ คางแทบจะเกยอยู่บนบ่าของเพื่อนสนิท "แล้วไงต่อ เขาวางแผนจะฆ่าเกล็นหรือเปล่า"

"ความลับ!"

กลางจอขึ้นคำว่า ...กำลังบันทึก...

ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เจ้าของความลับก็งับปิดแล็ปท็อปของตนเองลงฉับ

"ใจร้ายน่า แจจุง" ยุนโฮโอดครวญ "ไหนนายสัญญาว่าจะให้ฉันได้อ่านเป็นคนแรกไง"

"ก็มันยังไม่จบนี่" เขาหัวเราะเสียงใส "ฉันต้องการสมาธินิดหน่อยในฉากสุดท้ายนั่น ฉันอาจจะเขียนมันคืนนี้ หรือไม่ก็พรุ่งนี้เช้า หรือไม่ก็ ไม่รู้สิ" หากสุดท้าย เพื่อนสนิทตัวเล็กของเขาก็ยกไหล่ขึ้น เขาหมุนตัวกลับมาหายุนโฮ นั่นทำให้ยุนโฮผงะไปนิดหน่อย พวกเขาอยู่ใกล้กันจนยุนโฮได้กลิ่นแชมพูจางๆ มันเป็นกลิ่นแชมพูสำหรับเด็ก แจจุงใช้แชมพูกลิ่นนี้มาตั้งแต่อายุหกขวบ "ฉันไม่เคยคาดคะเนสิ่งที่ในอยู่ในหัวได้เลย ฉันไม่รู้ว่าต้องเขียนอะไรต่อไป"

"ทำไมงั้นล่ะ" ยุนโฮถาม เขากำลังลังเลว่าควรจะเขยิบตัวถอยห่างออกมา หรือขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิมดี "นายเป็นคนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเองไม่ใช่เหรอ"

"ฉันไม่ได้เป็นคนเขียนมันขึ้นมาหรอก" แจจุงระเบิดความสุขออกมาทางแววตา ทุกครั้งที่เขาพูดถึงงานเขียนของตัวเอง แจจุงเหมือนกำลังเริงระบำอยู่ท่ามกลางความเงียบงันบนหน้ากระดาษ "ฉันเป็นแค่คนถ่ายทอด ตัวละครต่างหากที่กำลังเล่าเรื่องของพวกเขาให้ฉันฟัง"

ชั่วขณะที่ยุนโฮรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหลุดลอยขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศ ท่ามกลางหมู่ดาวนับหมื่นล้านดวง

เขาค้นพบห้วงความสุขของแจจุง

ในระบบสุริยะที่มีแจจุงเป็นศูนย์กลาง เขาอาจเป็นแค่เศษซากอุกกาบาตชิ้นเล็กๆ ที่ปลิวว่อนอย่างไร้ทิศทาง แจจุงไม่ได้ร้อนแรง แผดเผา แต่สว่างจ้าจนไม่กล้าสบมองด้วยตาเปล่า ยุนโฮไม่รู้ว่าความสุขของแจจุงแผ่ออกมาจากทางไหนบ้าง

อาจจะเป็นทางดวงตา ริมฝีปาก หรือไม่ก็จากปลายนิ้วตอนที่เขากดมันลงบนแป้นพิมพ์

"คืนนี้คงดังเกินไปที่นายจะได้ยินเรื่องเล่าของพวกเขาสินะ" ยุนโฮพูด เขามองไปทางเวทีคอนเสิร์ตเฉพาะกิจของเดอะ โรลลิ่ง สโตนส์ มิคกี้กำลังรับบทเป็นมิก แจ็กเกอร์ เขายืนอยู่บนกระบะท้ายของรถ ใช้ขวดน้ำอัดลมจ่อไว้ที่ปากแทนไมโครโฟน ส่วนชางมินกำลังทำท่าลีดกีตาร์ จุนซูไม่ได้ขึ้นไปร่วมวงกับพวกเขาด้วย หนุ่มน้อยผมสีชมพูแค่นั่งกอดถุงมันทอดเหมือนเด็กหลงทางที่กำลังเบื่อหน่าย นี่ไม่ใช่คอนเสิร์คเอ็นซิงก์ที่เขาใฝ่ฝัน "นายอยากกลับบ้านก่อนไหมล่ะ เดี๋ยวฉันขับรถไปส่ง"

"บ้าน่า" แจจุงหัวเราะ มองเขาเหมือนตัวตลก "ฉันไม่มีทางทิ้งพวกนายไปหาแอกเซิลหรอก คืนนี้น้องๆอุตส่าห์จัดงานเลี้ยงฉลองให้พวกเราเชียวนะ อีกอย่าง นานๆทีชิมชางมินจะยอมแคะกระปุกหมูออกมาร่วมสมทบทุน เพราะฉะนั้น" จู่ๆแจจุงก็ชูมือขึ้นสูง เขาทำท่าเหมือนอัศวินที่กำลังชูดาบประกาศชัยในแฟนฟิคของตัวเอง "ฉันจะฟาดทุกอย่างให้เรียบ!"

หนึ่งวินาทีสั้นๆที่ยุนโฮอยากกดริมฝีปากลงไปที่เปลือกตาของแจจุง หรือไม่ก็ตรงข้างโหนกแก้มที่กำลังยกขึ้นสูง แจจุงกำลังยิ้มกว้าง ยิ้มที่ยุนโฮนึกอยากขโมยเอามาเป็นสมบัติของตัวเองเหลือเกิน

เขาจะขโมยมันมาได้ไหมนะ

ดวงตาของแจจุงมีคำถาม ตอนที่ขโมยตัวเอ้กำลังคิดการใหญ่อันแสนอุกอาจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเจ้าหัวขโมยที่คิดจะฉกชิงรอยยิ้มที่มันหลงใหล มันเคยวางแผนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่แผนของมันมักจะจบลงด้วยคำว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะเหยื่อมักจะรู้ทัน และหนีเอาตัวรอดจากมันไปได้เสมอ

เหมือนกับครั้งนี้

"เอ่อ ไปเดินเล่นกันไหม" แจจุงยกมือขึ้นมาปิดปากเขาไว้ ใบหูของแจจุงขึ้นสีแดงจางๆ "จนกว่ามิคกี้ แจ็คเกอร์ จะยอมวางไมค์น่ะ"

"อื้ม ได้สิ" ยุนโฮรีบผละตัวออกห่าง เขายกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ "ไปทางนู้นไหม ทางนั้นเห็นดาวชัดแจ๋วเลย ถ้าโชคดี คืนนี้ เราอาจจะได้เห็นฝนดาวตก"

"จริงหรอ" แจจุงยิ้มกว้าง เขาหัวเราะเสียงใส

"จริงสิ!"

ยุนโฮพยักหน้า เขาหันหลัง แล้วฉวยมือเล็กของแจจุงมากำไว้หลวมๆ เขาให้โอกาสแจจุงที่จะดึงมันออก

แต่แจจุงก็ไม่ทำ

"สวยเนอะ" แจจุงบอก มือของเรายังคงเกี่ยวกันไว้ตอนที่ล้มตัวลงไปนอนแผ่หรากันอยู่บนพื้นหญ้า "ทุกครั้งที่ฉันมองขึ้นไปบนฟ้า ฉันสงสัยมาตลอดเลยนะว่า จะมีใครมองเราลงมาจากบนนั้นบ้างไหม"