Let it be me (16)

posted on 04 May 2015 15:47 by junk-time in LetItBeMe

❉  ❉  ❉  ❉

 

 

ที่นี่... 
คือสถานที่ยอดนิยมสำหรับการเปิดตัว "ตัวร้ายโรคจิต"

บริเวณตรอกแคบๆเท่าแมวดิ้นตายใจกลางมหานครที่ฟู่ฟ่าไปด้วยแสงสี มักถูกเลือกให้เป็นโลเคชั่นยอดฮิตสำหรับการเปิดตัวอาชญากรตัวเอ้ของโลก ก็ไม่รู้จะหลบๆซ่อนๆทำไมเหมือนกัน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว อาชญากรที่ควรจะถูกจับติดคุกติดตาราง ก็ไม่เห็นเคยมุดหัวอยู่ในรูหนูสักครั้ง แต่นู่น! ยังคงนั่งลอยหน้าลอยตาไขว่ห้างอยู่บนตึกสูงระฟ้าโน่นต่างหาก

ฮาเลลูย่า แด่กระบวนการยุติธรรม 

แต่เอาเถอะ เพื่อให้เรื่องราวของเราได้มีกลิ่นอายบรรยากาศของภาพยนตร์ทริลเลอร์สักหน่อย เราก็ไม่ควรฝืนธรรมเนียมปฎิบัติให้มากนักจริงไหม การเปิดตัวฝ่ายอธรรมที่ดี จึงควรเริ่มจากการแพลนกล้องจากปลายเท้าขึ้นมาที่ศีรษะ และค่อยๆซูมจับเข้าไปที่ใบหน้าซูบเซียวซึ่งกำลังแสยะยิ้มบิดเบี้ยวเพื่อโชว์คราบกาแฟเหลืองอ๋อยให้คนดูขยะแขยง เอ้ย หวาดกลัว จากนั้นจึงค่อยตบท้ายด้วยเสียงหนูร้อง อี้ด อี้ด ตามมาเป็นตัวชูโรง 

พออ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณคงกำลังนึกถึง ไอ้หมอนั่น อยู่ใช่ไหม
หากคุณตอบว่า ใช่ เราก็จะตอบว่า ถูกต้อง! 

เพราะเรื่องราวของเราไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยสหาย นี่คือนิทานชวนฝัน หาใช่นิยายชวนขนพองสยองเกล้า เราไม่มีพล็อตหักมุมให้ตื่นตะลึง ไม่มีตัวร้ายที่ฉลาดเป็นกรด ไม่มีคดีซ้อนซ่อนเงื่อนให้ปวดขมับ 

เพราะตัวร้ายของเราก็เป็นแค่ชายร่างแกร็นผู้ผิดหวังในรัก ที่กลายเป็นคนสติวิปลาสเดินโทงๆอยู่กลางลอสแอนเจลิส ชายสติวิปลาสที่ยังคงจำทางกลับที่พักได้อย่างแม่นยำ เขาเดินลากปลายเท้าครูดไปกับพื้นถนนเฉอะแฉะ ขณะนี้เป็นเวลาเกือบตีสอง หากมหานครแห่งนี้ไม่เคยหลับใหล เสียงไซเรนตำรวจยังคงดังก้องอยู่ในหัว เหมือนกับเพลงของเอ็นซิงค์ ที่ฟังครั้งเดียวดันเสือกติดแน่นอยู่ในรูหูยิ่งกว่ากาวยาฮู 

อิท กอนนา บี -- ฟึ่บ!

"เฮ้ กำลังถึงท่อนโปรดผมเลยนะเว้ย" หูฟังถูกฉุกกระชากจากฝ่ามือหยาบกร้านของเจ้าของห้องเช่าแคบๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้อพาร์ทเม้นท์สี่ชั้นใจกลางสลัมแออัดของมหานครแห่งมายา "โมโหอะไรมาอีกล่ะ" 

"ทำไมไม่ไปทำตามที่ฉันสั่ง!" เสียงแหบแห้งดังคำราม ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยสะเก็ดแผลขยำโปสเตอร์การประกวดยอดฮิตที่ดูท่าจะดังเปรี้ยงยิ่งกว่า เดอะ เอ็กซ์ แฟ็คเทอรี่ เป็นก้อนกลมๆ จากนั้นจึงจัดการเขวี้ยงมันไปที่ใบหน้าของหนึ่งในผู้ร่วมพักอาศัย "มันได้ผู้ชนะแล้ว แกเห็นไหม!"

"แล้วคุณเห็นไหมล่ะว่าจมูกผมยังไม่เข้าที่ดีน่ะ" คนพูดชี้ไปที่จมูกซึ่งมีผ้าก็อซผืนใหญ่แปะทับอยู่ "ขืนผมไปด้วยใบหน้าเดิมๆ จมูกเดิมๆ คางเดิมๆ ยังไงก็ต้องถูกเขี่ยตกรอบอยู่ดี สู้รอให้ทุกอย่างเข้าที่ แล้วค่อยไปจัดการมันทีเดียวก็ยังไม่สายน่า ผมมีแผนสำรองในหัวแล้ว คุณไม่ต้องห่วงหรอก ผมทำงานคุ้มค่าจ้างแน่"

"แกมีแผนอะไร" ร่างผอมแกร็นเดินไปที่มุมห้อง เขาใช้เท้าเขี่ยถุงใส่เศษอาหารเหลือๆให้พ้นทาง หลอดไฟขุ่นมัวถูกห้อยต่องแต่งลงมาจากเพดาน ที่นี่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเลย นอกจากกระติกต้มน้ำ กับความเหม็นอับที่ชวนสะอิดสะเอียน "หัวสมองอย่างแกยังใช้งานได้อยู่อีกหรือ"

"อย่างน้อยมันก็ยังใช้งานได้ดีกว่าหัวสมองของ 'ไอ้ผักตายซาก' นั่นล่ะว้า" คนพูดหันไปถ่มน้ำลายทิ้งนอกหน้าต่าง "ผมไม่เข้าใจจริงๆนะว่าคุณจะเก็บมันไว้ทำไม ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเล้ย สู้คุณไปหาซื้อตุ๊กตายางมาขย่มเล่น ผมว่ามันน่าจะช่วยทำให้คุณเสียวซ่านได้มากกว่าไอ้แก่-- อั่ก!"

"แกไม่มีสิทธิพูดจาดูถูกเขา ไอ้เศษสวะ!" ฝ่ามือหยาบกร้านพุ่งเข้าบีบรอบลำคอเด็กหนุ่ม ดวงตาลึกโหลวาววับน่ากลัว ริมฝีปากที่แตกระแหงจนมีรอยเลือดเกรอะกรังบิดเบี้ยว "อย่ามาพูดจาดูถูก เคร็กของฉัน ไอ้เด็กเหลือขอ!"

ใบหน้าที่ผ่านมีดหมอมาสิบกว่าแห่งเริ่มแดงก่ำ อากาศหายใจกำลังจะหมดจากปอด เขาพยายามเผยอปากเพื่อกอบโกยอากาศ พลางดื้นพล่านปัดป่ายเพื่อให้หลุดจากการจองจำ หากฝ่ามือของผู้ชายตรงหน้ากลับมีพละกำลังมากกว่าจนน่ากลัว มันบีบรัดรอบลำคอเขาเหมือนคีมเหล็ก เขาถูกผลักจนแผ่นหลังไปเบียดอัดติดอยู่กับกำแพงอิฐมุมห้อง 

"--ผม แค่ก ผม --ขอโทษ --ปล่อยผมเถอะ" สุ้มเสียงที่ใช้ร้องขอชีวิตฟังดูกระท่อนกระแท่น "--ถ้าคุณฆ่าผม --คุณจะ แค่ก แก้แค้นมันยังไง" 

"อย่าให้ฉันได้ยินคำพูดหมาๆของแกอีก เข้าใจไหม" คนที่กำลังจะตายรีบพยักหน้ารับหงึกหงัก แรงบีบกระชับเริ่มคลายออก อากาศเริ่มไหลวนผ่านโพรงจมูกที่ยังมีรอยไหมเย็บกระชับเข้าสู่ปอด ร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มที่น่าจะมีอายุอานามไม่เกินยี่สิบสามปีดี ทรุดลงไปนั่งกับพื้น เขาเอามือลูบคอที่แดงช้ำเป็นรอยนิ้ว

วินาทีแห่งความเป็นความตายเมื่อครู่นี้ ทำให้เขาเริ่มหวาดกลัวผู้ชายตรงหน้านี้มากขึ้นเรื่อยๆ

หมอนี่ไม่ใช่แค่โรคจิต แต่มันเป็น...ฆาตกร!

หากไม่เห็นกับผลตอบแทนและเงินปึกหนาที่มันใช้ฟาดหัว ก็อย่าหวังเลยว่าเขาจะยอมเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้ งานที่มันจ้างให้เขาทำก็อันตรายฉิบหาย แต่เมื่อเทียบกับผลพลอยได้...ก็คุ้มไม่หยอก คนไร้บ้านอย่างเขาไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วนี่หว่า งานไม่มี เงินไม่มี แถมครอบครัวก็ไม่มีอีก หากถูกจับได้ ก็แค่ถูกเตะโด่งเข้าไปนอนในคุกในตาราง 

แต่ ถ้าเกิดแผนสำเร็จขึ้นมาเมื่อไหร่ล่ะก็
นอกจากจะได้หน้าใหม่ เขาก็อาจจะได้ ของเล่นชิ้นใหม่ มาเป็นของกำนัล!

เรียกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

ดวงตาที่แฝงแววหยาบโลนตวัดมองขึ้นไปบนผนังห้อง ทั่วทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยภาพโปสเตอร์ของชายหนุ่มผมยาวที่น่าจะมีอายุอานามพอๆกับเขา มันเป็นภาพที่ทำให้ความหื่นกระหายพลุ่งพล่าน หนุ่มไร้บ้านแลบปลายลิ้นเลียริมฝีปาก แม้ภาพแต่ละภาพจะถูกกรีดทำลายด้วยคัตเตอร์จนขาดเป็นริ้วๆ หรือแม้กระทั่งถูกขูดขีดด้วยหมึกสีแดงจนดูน่าสยดสยอง 

หากทั้งหมดทั้งมวลนั่น ก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนความบริสุทธิ์ผุดผ่องที่แฝงเร้นอยู่เบื้องใต้ท่าทางเย้ายวนนั้นได้เลยสักนิด เขาแทบจะอดใจรอพิสูจน์ไม่ไหวแล้ว ว่าไอ้ท่าทางเก่งกล้า ยะโส ชวนให้ขย้ำแบบนั้น จะมีให้เห็นแค่เฉพาะตอนอยู่บนเวทีหรือเปล่าหนอ

"ซานตา โมนิก้า" เสียงของนายจ้างฉุดให้เขาหลุดจากภวังค์ เขาเบือนสายตาจากภาพใบหน้าที่กำลังทำให้เลือดในกายสูบฉีด เพื่อหันกลับไปมองตามร่างกายแห้งแกร็น ผอมโซ ที่กำลังเดินยกไหล่ พลางลากปลายเท้าไปที่เตียงเก่าๆที่สร้างขึ้นมาจากโครงเหล็กง่ายๆ มันส่งเสียง เอี๊ยดอ๊าด เหมือนจะพัง ทันทีที่ต้องแบกรับน้ำหนักของคนสองคน "พรุ่งนี้พวกมันจะมีถ่ายทำมิวสิควิดีโอกันที่นั่น และฉันก็ต้องการให้แกไปทำตามแผนที่ฉันบอก

"แผนอะไร" 

"ก็แผน..." ร่างหนาใหญ่ที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนฟูกบางเฉียบเริ่มมีปฎิกริยาตอบสนอง กล้ามเนื้อขมวดเกร็งหากไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ตามที่ใจปรารถนา บนศีรษะมีผ้าผืนหนาพันทบเอาไว้โดยรอบ ผ้าที่มีคราบเลือดแห้งกรังเปื้อนติดจนกลายเป็นสีน้ำตาลคล้ำดูน่ากลัว "ล่อลูกเสือออกจากถ้ำไงล่ะ"

"ลูกเสือหรือ"

คู่สนทนาไม่ได้ตอบ เจ้าของร่างผอมโซใช้ฝ่ามือที่เหี่ยวแห้งจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนของตน ค่อยๆบรรจงลูบไล้ไปตามโครงหน้าหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครารกครึ้ม  

"ลูกชายของคุณ" สุ้มเสียงนั้นแฝงความปรีดาเอาไว้จนน่ารังเกียจ "กำลังจะเดินทางมาเยี่ยมคุณแล้วนะ เคร็กที่รัก"

 

 

 

หลายวันมาแล้ว...
ที่บรรยากาศภายในฟาร์มจูลี่ แอนด์ จูเลียน่า นั้น ดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา

เสียงเม้าท์ออร์แกนเศร้าซึ้งที่ดังคลอออกมาจากคอกของเจ้าแกะพันธุ์ดอริเซ็ท ชวนให้บรรยากาศภายในฟาร์มปศุสัตว์แห่งนี้ช่างเหงาหงอย เจ้าหนูแห่งตระกูลแซ็คเคอรี่นั่งพิงแผ่นหลังอยู่กับเสาไม้ต้นใหญ่ เสื้อเชิ้ตลายสก็อตที่ขะมุกขมอมไปด้วยคราบดินโคลนถูกมัดผูกไว้ที่บั้นเอว ขาสองข้างพาดเหยียดยาวไปบนม้วนหญ้าแห้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลฉ่ำน้ำทอดมองไปไกลแสนไกล ผ่านแมกไม้ชายป่า ไปจนสุดขอบฟ้าที่กำลังหมุนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยามค่ำคืน 

สายลมโชยเอื่อยมากระทบหยอกเย้าผิวกาย ร่างจำแลงของอโดนิสแห่งมิดเวสต์สวมใส่เพียงเสื้อกล้ามตัวเก่งกับกางเกงยีนส์ตัวโปรด ใบหน้าคมคายเงยขึ้นมองบนฟ้ากว้าง พระจันทร์เต็มดวงตรงนั้น คือสัญญาณบ่งชัดว่า ฤดูหนาวที่เคยเยือกแข็งชิปเชว่ากำลังจะโบกมือลาและผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปี 

ดอกไม้กำลังจะบาน เหล่าสัตว์ในฟาร์มก็จะได้ออกมาจากที่ซุกตัวนอน แสงแดดจะตกกระทบยอดหญ้าในยามเช้า เสียงนกพิลวิตจะขับขานอย่างเริงร่า และทุกสรรพชีวิตก็จะได้กลับมารื่นเริงเฮฮา 

แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่า...
หิมะ ยังไม่เคยละลายหายไปจากหัวใจ

ก็แค่หนึ่งสัปดาห์
หนึ่งสัปดาห์ที่เขายุ่งอยู่แต่กับงานในฟาร์ม หนึ่งสัปดาห์ที่พยายามจะไม่...คิดถึง 

แน่นอนว่าเขาทำได้ดีตั้งแต่เช้าตรู่จนเย็นย่ำ งานในฟาร์มช่วยให้เขาเลิกคิดฟุ้งซ่านได้มากโข เรากำลังจะขยายกิจการ พ่อตัดสินใจกว้านซื้อที่ดินรอบราวด์ เมเปิ้ล วอลเลย์ เพิ่มอีกหลายตารางวา เพื่อที่จะนำเอามาทำเป็นแปลงผักปลอดสารเคมี ยุนโฮไม่ได้ให้ความเห็นอะไรมากนักในเรื่องนี้ เพราะเขาถนัดในด้านการใช้กำลังมากกว่าที่จะเป็นพวกนักคิด นักลงทุน 

ซึ่งนั่นก็ทำให้พ่อหัวเสียอยู่ไม่หยอก

คุณบิลลี่หวังในตัวลูกชายคนนี้เอาไว้มากโข เขาหวังจะฝากอนาคตของฟาร์มแห่งนี้เอาไว้ในมือของยุนโฮ ถึงแม้ตอนนี้อายุของยุนโฮยังไม่ทันก้าวพ้นวัยที่จะเรียกได้ว่าบรรลุนิติภาวะก็ตาม แต่ภาวะความเป็นผู้นำในตัวเขากลับมีมากเสียยิ่งกว่าพี่ชายคนรองอย่างแบรดลีย์เสียอีก

ด้วยวัยเพียงสิบแปดปี ยุนโฮสามารถควบคุมและสั่งงานคนงานกว่าครึ่งร้อยได้เป็นอย่างดี เขากล้าตัดสินใจ มีไหวพริบ และเด็ดขาด นั่นคือข้อดี หากข้อเสียที่ทำให้คุณบิลลี่ปวดขมับมากที่สุด ก็เห็นจะหนีไม่พ้นไอ้อาการชอบขบถ ดื้อเงียบ และหัวแข็งนี่ล่ะ 

สองพ่อลูกไม่เคยเปิดอกพูดคุยกันดีๆเลยสักครั้ง คุณบิลลี่ไม่เคยรู้เลยว่ายุนโฮต้องการอะไร หรืออยากจะทำอะไร พอเรียนจบเกรดสิบสอง ยุนโฮก็ไม่เคยเข้ามาเรียกร้องว่าอยากจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย แม้ว่าเขาจะหัวดีไม่แพ้พอลผู้เป็นพี่ แต่ยุนโฮกลับเลือกที่จะมาคลุกดินคลุกโคลนเป็นเกษตรกรในฟาร์ม มากกว่าที่จะไปเป็นนักศึกษาชั้นหัวกะทิในเมืองใหญ่

ไม่มีใครรู้เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนั้นของยุนโฮ
เหตุผล ที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้จนลึกสุดใจ

"ไม่กลัวเจ้าวิเวียนมันน้อยใจบ้างหรือไง หืม" คำถามหยอกล้อนั้นดังขึ้นพร้อมกับการปรากฎตัวของทอม เกรแฮม และเจ้าม้าพันธุ์ดีที่ชื่อโจอี้ พ่อของสองสาวฝาแฝดจูลี่กับจูเลียน่าตวัดตัวลงจากหลังพาหนะสีดำเมี่ยมคู่ใจ ก่อนจะเดินเข้ามาทักทายเด็กหนุ่มที่แทบจะมาอาศัยกินนอนอยู่กับคนงานที่นี่ทุกวัน "ม้ามันก็มีหัวใจนะ หลานชาย"

ยุนโฮไม่ได้ตอบว่ากระไร เขาเพียงแต่ยิ้มรับ นิ้วมือเรียวยาวยังคงไล้เล่นอยู่กับก้อนปุกปุยสีขาวบนตัก เจ้าแกะตัวน้อยขยับยุกยิกเข้าหาไออุ่นจากอกกว้าง พลางครางรับสัมผัสอ่อนโยนนั้นอย่างไม่รู้ประสา  

"เจเน็ทเป็นยังไงบ้างครับ" ยุนโฮเอ่ยปากถาม เมื่อทอมเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนลังไม้ใกล้ๆกัน

"หมอบอกต้องให้นอนดูอาการอีกสักสองคืนถึงจะให้กลับบ้านได้น่ะ" ทอมบอกเล่า สีหน้าเขาดูเป็นกังวลและห่วงใยภรรยา "สภาพร่างกายน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่สภาพจิตใจนี่สิ"

ชายวัยกลางคนที่ไว้หนวดเครายาวรกครึ้มถอนหายใจ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้ง่ายๆสำหรับคนเป็นแม่ การสูญเสียลูกที่มีอายุครรภ์เพียงแค่สามสัปดาห์ย่อมสะเทือนใจ ภรรยาเขาเอาแต่เฝ้าโทษตัวเองว่าเป็นคนผิด เจเน็ทเพิ่งจะรู้ว่าตนเองตั้งท้องก็เมื่อยามที่ต้องสูญเสียเจ้าตัวน้อยไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนคืน 

ทุกอย่างมันเป็นอุบัติเหตุ เธอลื่นล้มตกบันไดเพราะนิสัยใจร้อนบุ่มบ่ามเหมือนผู้ชาย แต่หากเธอจะมีโอกาสได้รู้สักนิด หากพระเจ้าจะไม่ใจร้ายแบบนี้ เธอก็คงจะระมัดระวังตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่ และจูลี่กับจูเลียน่าก็คงจะดีใจมากโข หากกลับมาจากทัศนศึกษา แล้วจะได้รู้ว่าพวกเธอกำลังจะมีน้องใหม่อีกคน

"เออ จริงสิ" พอนึกถึงลูกสาวฝาแฝด ทอมก็เลยรีบหันหน้ากลับไปถามเด็กหนุ่มข้างกาย "เจ้าสองแสบโทรกลับมาหาหรือยัง"

หากคำตอบที่ได้รับจากยุนโฮ คืออาการส่ายศีรษะ คิ้วเข้มที่ขมวดพันกันมาตั้งแต่บ่ายยังคงไม่คลายออก ความกังวลใจเริ่มพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลาที่เลยผ่าน หากสิ่งเดียวที่ทำให้ยุนโฮยังคงเฝ้าอดทนรอคอย คือข้อความฉบับสุดท้ายที่จูลี่กับจูเลียน่าส่งมาหาเขาก่อนที่จะติดต่อกันไม่ได้ในอีกไม่กี่นาทีถัดมา 


'
ตอนนี้คุณครูห้ามใช้โทรศัพท์ค่ะ เดี๋ยวพวกหนูโทรกลับหานะคะ! กรัมปี้'


แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไร้วี่แววใดๆ

"ถ้าเกินสี่ทุ่มแล้วยังไม่มีใครโทรกลับมา ผมจะลองโทรหาคุณครูประจำชั้นของน้องดู" ยุนโฮบอก ร่างสูงใหญ่เกินวัยของลูกชายคนเล็กแห่งตระกูลแซ็คเคอรี่ผุดลุกขึ้นยืน เขาใช้แขนซ้ายช้อนอุ้ม 'ลูกรักตัวใหม่' ขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด แล้วพามันกลับไปส่งถึงคอกพิเศษสำหรับแกะแรกเกิด

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเจ้าวิเวียนถึงได้ถูกถีบกระเด็นให้กลายเป็น "ม้า...หัวเน่า" ได้ภายในชั่วพริบตา ก็ดูเอาเถอะ ดูความขี้อ้อนแสนเอาแต่ใจของเจ้าแกะตัวน้อยยามที่ต้องถูกละออกจากอ้อมอกอุ่นนั่นเถอะ

มารยาล้านเล่มเกวียนเหมือนกับเจ้าของชื่อไม่มีผิดเชียว 

"ยุนโฮ!" เสียงร้องเรียกของทอมทำให้เด็กหนุ่มหลุดจากห้วงความคิด เขาจำใจต้องวางเจ้าสโนว์ตัวน้อยที่ยังคงครางอ้อนเหมือนเด็กให้คืนกลับลงไปบนที่นอนซึ่งปูด้วยฟางแห้งของมันตามเดิม "มีสายเข้าน่ะ"

พอได้ยินดังนั้น เด็กหนุ่มก็รีบกระโดดข้ามรั้วไม้ออกมารับโทรศัพท์จากมือของทอมไป ตัวเลขที่ไม่คุ้นตาทำให้ยุนโฮขมวดคิ้วนิดหน่อย ก่อนจะกดรับ

"สวัสดีครับ" เขากรอกเสียงลงไปในเครื่องมือสื่อสาร

"สวัสดีค่ะ" หากเสียงที่ดังโต้ตอบกลับมานั้น กลับทำให้นัยน์ตาฉ่ำน้ำของพ่อหนุ่มบ้านไร่แห่งมิดเวสต์นิ่งค้างไปในทันที "ดิฉันโทรจากโรงพยาบาลเซนต์อีสต์วูด ในฮอลลีวูด บูเลอวาร์ด อยากจะขอติดต่อญาติของเด็กหญิงที่ชื่อ..." ยุนโฮหันไปมองทอม ขณะสุ้มเสียงเนิบนาบของพยาบาลสาวยังคงดังก้องเข้ามาในโสตประสาทอย่างช้าๆ และชัดแจ้งในทุกถ้อยพยางค์คำ "จูลี่ เกรแฮม"

 

 

"อะไรนะ โดนวิ่งราวทรัพย์งั้นหรือ!"

เสียงตวาดกร้าวของหนึ่งในผู้คุมอำนาจสูงสุดแห่งอาณาจักรค่ายเพลงโซอี้ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนท์ กำลังทำให้ทีมงานนับสิบชีวิตที่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่รอบโต๊ะประชุมยาว ภายใต้กระโจมเต้นท์ใหญ่ยักษ์ใกล้ๆกับสถานที่ถ่ายทำมิวสิควิดีโอตัวใหม่ล่าสุดของสโนว์ บี. เริ่มรู้สึกเหมือนหัวกำลังหลุดออกจากบ่า

"ครับ" ทีมงานคนหนึ่งรับอาสาเป็นหน่วยกล้าตายในการเอ่ยอธิบาย "เราเพิ่งจะได้รับโทรศัพท์จากแม่ของเขาเมื่อเช้านี้เอง ว่าไรอัน โบลตันถูกคนร้ายวิ่งราวทรัพย์ไปเมื่อคืนวาน"

"แล้วมันวิ่งราวเอาชีวิตเขาไปด้วยหรือไงวะ ไอ้หนุ่มนั่นมันถึงมาถ่ายทำวันนี้ไม่ได้น่ะ!" 

คุณจอช ลอสแมนท์ ที่อุตส่าห์ยกเลิกตารางงานการประชุมตั้งแต่เช้า ถึงกับน็อตหลุดและปรอทแตก เขาตบโต๊ะ ก่อนจะเผลอหลุดคำผรุสวาทตามมาอีกหนึ่งชุดใหญ่ 

"โจรมันไม่ได้วิ่งราวเอาชีวิตเขาไปด้วยหรอก คุณลอสแมนท์" ประโยคนั้นดังขึ้นมาจากชายวัยกลางคนร่างท้วม ที่นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสบายๆอยู่ที่มุมหนึ่งของโต๊ะประชุม เขาคือนายไซม่อน วอลต์ ผู้กำกับดีกรีรางวัลออสการ์ ที่คุณจอช ลอสแมนท์ ยอมทุ่มจ่ายค่าจ้างไม่อั้น เพื่อที่จะคว้าตัวเขามาร่วมงานในครั้งนี้ด้วยให้ได้ "แต่คุณคงไม่อยากได้มัมมี่มาเป็นพระเอกเอ็มวีหรอกจริงไหม" พูดจบ นายไซม่อนก็ยื่นส่งรูปถ่ายใบหนึ่งให้นายจอชดู "และอย่างที่คุณเห็น คุณลอสแมนท์ ผมไม่คิดว่านี่จะเป็นเพียงแค่การวิ่งราวทรัพย์ธรรมดาหรอกนะ"

"คุณหมายความว่ายังไง คุณวอลต์จอช ลอสแมนท์ถามด้วยสุ้มเสียงเครียดเคร่ง หลังจากผละสายตาขึ้นมาจากภาพที่ไม่ชวนมองสักเท่าไหร่

และมันคือภาพของไรอัน โบลตัน ที่ถูกคนร้ายใช้น้ำกรดสาดเข้าให้ที่ใบหน้า ตลอดจนถึงลำตัวซีกซ้าย สิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันว่าเด็กหนุ่มที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงนั่น คือผู้ชนะในการประกวดโครงการ 'เล็ท อิท บี มี - เล็ท อิท บี มายน์' คือรอยสักรูปหัวมังกร ที่โผ่นพ้นออกมาตรงข้อมือข้างขวาที่ไม่มีผ้าก๊อซผืนหนาพันทบไว้เท่านั้น 

แทบไม่เหลือเค้าของหนุ่มหล่อนัยน์ตาฟ้า ที่สามารถมัดใจกรรมการได้เพียงแค่โปรยยิ้ม 

ตอนนี้ไรอัน โบลตัน ก็เหมือนคนที่ตายไปแล้วทั้งเป็น
คนตาย...ที่ได้แต่นอนหายใจอยู่ในร่างกายที่ไม่ต่างอะไรจากซากศพ

"คุณลองอ่านนี่ดูสิ และในจังหวะที่นายไซม่อน วอลต์ กำลังยื่นส่งรูปถ่ายอีกใบหนึ่งให้นายจอช ลอสแมนท์ ดูนั่นเอง...

"ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะครับ" สุ้มเสียงเหนื่อยหอบของลุค พอลล็อค ก็ดังขึ้นมาอย่างไม่รู้จักถ่างตาดูสถานการณ์รอบข้างบ้างเลย พ่อผู้จัดการคนดังรีบตวัดผ้าใบผืนใหญ่ที่ถูกใช้ต่างประตูทางเข้ากระโจมเต้นท์ขึ้นสูง เพื่อเปิดทางให้กับใครอีกคนได้เดินตามเข้ามา "พอดีสโนว์เพิ่งจะอัดเสียงที่สตูดิโอเสร็จน่ะครับ แถมรถก็ติ้ด...ติด ก็เลยทำให้มาช้ากว่าเวลานัดนิดหน่อย"

แม้ว่า คำว่า นิดหน่อย ของพอลล็อคนั้น จะกินเวลานานร่วมครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างต่ำก็เถอะ

หากเป็นศิลปินคนอื่น คงถูกคุณจอช ลอสแมนท์ ที่ตรงเวลายิ่งกว่าไม้บรรทัดด่าแหลกไปแล้ว แต่ก็นั่นล่ะน้า ทุกกฎข้อห้าม ก็ย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ หากคนกระทำความผิดนั้นคือ "ลูกรักอันดับหนึ่ง" ของค่าย 

สโนว์ บี.

เรื่อนร่างแน่งน้อยอรชรในชุดแจ็คเก็ตหนังสีขาวที่ปักหมุดระบายอยู่รอบบ่า สาวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ด้านข้างของผู้จัดการส่วนตัว เขาถอดแว่นตาแบรนด์เนมอันเขื่องออกจากดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราดั่งสาวแรกรุ่น เส้นผมสีเงินยวงถูกปล่อยสยายคลุมถึงกึ่งกลางหลัง ริมฝีปากที่บางเป็นกระจับกำลังเรื่อสีสวยด้วยลิปกลอสยี่ห้อดัง อีกทั้งพวงแก้มก็ยังเป็นสีชมพูเปล่งปลั่งตัดกับผิวเนื้อนวลขาวไร้ตำหนิชวนมอง

และไม่มีครั้งไหนเลยที่การปรากฎกายของเขาจะไม่จับตาและจับใจของผู้พบเห็น

"มีอะไรที่ผมควรรู้ไหมครับ" นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มกวาดมองไปรอบๆ ทีมงานทุกคนเหมือนจงใจจะหลบสายตาจับผิดของพ่อนักร้องคนดัง "อา ดูเหมือนจะมีสินะครับ"

"มี" คุณจอช ลอสแมนท์เป็นฝ่ายเอ่ยบอก เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปิดบังเขา เวลานี้ สโนว์ บี. ควรจะได้รู้ทุกเรื่องที่จะเป็นอันตรายต่อตัวเขาเอง "มาดูนี่สิ" 

คุณจอชกวักมือเรียกนักร้องคนดังในสังกัดให้เข้าไปหา และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาต้องมานั่งกลุ้มอกกลุ้มใจกับเด็กคนนี้ ตลอดระยะเวลาเกือบหกปีที่พวกเขาทำงานร่วมกันมา เด็กคนนี้ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง เขาปฎิบัติตัวตามกฎทุกข้อ ที่ร่างไว้ในสัญญาฉบับนั้นทุกประการ

เขาเป็น "สโนว์ บี." ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และน่าทึ่ง

แม้กระทั่งตอนที่จอช ลอสแมนท์ ยื่นส่งรูปถ่ายสองใบที่ได้รับมาจากนายไซม่อน วอลต์ ให้เขาดู ดวงหน้าขาวผ่องก็ยังคงเก็บรักษาอาการได้อย่างแนบเนียนเหลือเชื่อ เขากลายเป็นนักแสดงมืออาชีพโดยแท้ แม้ว่าปลายนิ้วเขาจะสั่นสะท้านน้อยๆ ตอนที่ได้อ่านข้อความประโยคหนึ่ง ซึ่งปรากฎชัดอยู่บนรูปถ่ายที่ตำรวจบันทึกมาได้จากสถานที่เกิดเหตุก็ตามที 

ข้อความสั้นๆที่ถูกเขียนขึ้นด้วยสเปรย์สีแดงฉาน มันเป็นข้อความที่ถูกพ่นทิ้งเอาไว้บนกำแพงอิฐด้านข้างของตัวตึกหกชั้น ซึ่งเป็นสถานที่พักอาศัยของนายไรอัน โบลตัน เด็กหนุ่มเคราะห์ร้ายที่กำลังจะมารับบทเป็นพระเอกมิวสิควิดีโอตัวใหม่ให้กับเขาในวันนี้

ข้อความไม่สั้นไม่ยาวที่ว่า... 

 

 

ใครก็ตามที่บังอาจแตะต้อง หิมะ ของฉัน
มันคนนั้นก็จะต้องถูกทำให้ทุรนทุราย
และหลอมละลายตาม หิมะ นั้นไป!

                        - ..
 

  

"เคยเจอแฟนคลับที่ใช้ชื่อว่า แคท บ้างไหม พอลล็อค" คุณจอชหันไปถามผู้จัดการส่วนตัวของศิลปินในสังกัด ที่ยกมือขึ้นปิดปากทันทีที่ได้อ่านข้อความน่ากลัวเหล่านั้น

"ไม่ครับ" ลุคตอบเสียงสั่น "แฟนคลับที่คลั่งสโนว์แล้วชอบทำอะไรแปลกๆน่ะ ก็พอมีอยู่บ้างครับ แต่ไอ้ที่ถึงขั้นคิดจะมาทำร้ายร่างกายกันแบบนี้ ผมยังไม่เคยเจอมาก่อนเลย แต่ดูจากชื่อแล้วก็น่าจะเป็นผู้หญิง--" 

"ไม่ใช่แคท

"ว่าอะไรนะ สโนว์ลุค พอลล็อครีบหันไปมองนักร้องในความดูแล นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของสโนว์ยังคงจดจ้องอยู่กับภาพถ่ายในมือ 

"มันไม่ได้อ่านว่าแคท" ท้ายเสียงนั้นแกว่งเล็กน้อยคล้ายคนพูดกำลังหวาดหวั่น นักร้องคนดังแห่งฮอลลีวูดผละสายตาขึ้นสบมองทุกคน พร้อมกับคำเฉลยที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องตกตะลึง "แต่มันคือ เค. เอ. ที ตัวย่อของวงดนตรี เคร็ก แอนด์ ทิม"

 

 

 

 

"เคร็ก แอนด์ ทิม งั้นหรือ"

"ใช่" พอล แซ็คเคอรี่ ในวัยยี่สิบสี่ปีเต็มขยับกรอบแว่นสายตาบนดั้งจมูก ก่อนจะใช้ปลายนิ้วดันสอดแผ่นซีดีเข้าไปในเครื่องเล่นเสียงตรงคอนโซลหน้ารถ "พ่อของแจจุงเคยออกอัลบั้มคู่กับเคร็ก ดาเมียน"

"ถ้าอย่างนั้นชื่อทิมข้างหลังนั้นก็..."

"ทิม เบนเชอร์" พอลต่อประโยคของน้องชาย "นั่นล่ะคือที่มาของตัว บี ที่ใช้ต่อท้ายชื่อของสโนว์ บี. -- บี...ที่มาจาก เบนเชอร์ นามสกุลพ่อของเขา" 

"อ่อ อย่างนี้นี่เอง" แบรดลีย์พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหักหมุนพวงมาลัยเพื่อพารถยนต์สเตชั่นวากอนที่พวกเขาเช่ามาจากสนามบินออกสู่ถนนใหญ่ พวกเขากำลังจะมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเซนต์อีสต์วูด ในย่านฮอลลีวูด บูเลอวาร์ด การสัญจรในเมืองใหญ่ก็ยังคงคับคั่งเช่นทุกวัน "ที่ใช้ตัวย่อ ก็เพราะต้องการเก็บเรื่องครอบครัวเป็นความลับสินะ"

"มันถูกระบุอยู่ในสัญญาที่เขาเซ็นไว้กับบริษัท" พอลเอ่ยอธิบาย "โซอี้ก็ไม่ต่างอะไรจากบริษัทผลิตหุ่นยนต์หรอก พวกเขาก็แค่สร้างหุ่นยนต์โคลนนิ่งของแจจุงออกมา แล้วก็ยัดโปรแกรมความเป็นสโนว์ บี. ที่พวกเขาต้องการเข้าไป ทั้งบุคลิก ทั้งลักษณะนิสัย หรือแม้กระทั่งวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน"

"แค่คิดก็อึดอัดเป็นบ้าแล้ว" แบรดลีย์ทำหน้าเหยเก "ไม่รู้หมอนั่นทนเข้าไปได้ยังไง"

"เพื่อความฝันที่อยากจะเป็นนักร้องไง" พอลบอก

"ถ้าคิดแค่นั้นจริงๆ ทำไมเขาถึงไม่ส่งเดโม่ไปที่ค่ายเพลงอื่นแทนล่ะ ค่ายที่จะให้อิสระในการทำงานกับเขาได้มากกว่าโซอี้น่ะ พอล" 

"แล้วค่ายเพลงอื่นที่นายว่านั่น มีความสามารถมากพอที่จะดันสโนว์ บี. ให้ดังเป็นพลุแตกได้เหมือนกับที่โซอี้ทำไหมล่ะ แบรด" พอลระบายลมหายใจ "แจจุงน่ะ เขาไม่ได้ทำเพื่อความฝันของตัวเองเพียงคนเดียวหรอกนะ แต่เขาทำเพื่อสานต่อความฝันให้พ่อของเขาด้วย แล้วไอ้การที่เขาขวนขวายอยากทำงานร่วมกับเคร็ก ดาเมียน ก็ไม่ใช่เพราะอยากดังหรืออะไรเลย แต่เขาก็แค่อยากจะชุบชีวิตให้วงดนตรีเคร็ก แอนด์ ทิม ที่พ่อเขารัก ได้กลับมามีชีวิตโลดแล่นอยู่ในวงการเพลงอีกครั้งก็เท่านั้นเอง"

"ไม่น่าเชื่อแหะ" แบรดลีย์หัวเราะ พ่อหนุ่มนักกีฬายกไหล่ขึ้นสูง "ว่าคนที่ท่าทางเหมือนเด็กไม่รู้จักโตอย่างหมอนั่น จะมีอุดมการณ์แรงกล้าถึงขนาดนี้ได้"

"นั่นล่ะคือเหตุผล" พอลบอก

"เหตุผลอะไร" แบรดลีย์ถามกลับ

"ก็เหตุผลที่ว่า ทำไมอุดมการณ์ถึงจำเป็นต้องสวนทางกับความรู้สึกตัวเองน่ะสิ

พูดจบ อนาคตศัลยแพทย์หนุ่มก็ระบายรอยยิ้ม ดวงตาเบื้องหลังกรอบแว่นของพอล แซ็คเคอรี่ เหลือบมองขึ้นไปที่กระจกส่องหลัง และที่เบาะท้ายนั่น ใครบางคนกำลังนั่งกอดอก แล้วเหม่อมองออกไปนอกกรอบหน้าต่าง

ฮอลลีวูด บูเลอวาร์ด ในยามสาย เริ่มคราคร่ำไปด้วยผู้คน หากเราเปรียบชิปเชว่าให้เป็นวิทยุทรานซิสเตอร์เก่าๆสักเครื่องหนึ่ง ลอสแอนเจลิสก็คงเป็นไอพอดทัชรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างไม่ต้องสงสัย ทุกอย่างที่นี่เคลื่อนที่เร็วกว่าบ้านไร่ของพวกเขาเป็นสองเท่าตัว

ทั้งวิถีชีวิต ทั้งการสัญจร และความใจร้อนของผู้คน  

หากมีคนถามว่าเขาชอบที่นี่ไหม
เขาก็คงตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า...ไม่ชอบ 

ไม่ชอบ แต่ก็ยังฝันที่จะมาให้ได้สักครั้ง
งี่เง่าเป็นบ้า...

ยุนโฮถอนหายใจ เขายกมือขึ้นเสยผม อาการวิงเวียนศีรษะทำเอารู้สึกหงุดหงิดไม่หยอก และถ้าบอกออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าพ่อหนุ่มอโดนิสแห่งมิดเวสต์ที่เก่งสารพัดคนนี้ จะมาตกม้าตายเพียงเพราะ...เมาเครื่องบิน!

"ไหวไหม เจ้าหนู" แบรดลีย์ส่งเสียงถาม ระหว่างที่รถยนต์ของพวกเขาจอดติดไฟแดงอยู่ตรงกลางสี่แยก ฝั่งตรงข้ามคือจอเช็คเกอร์สกรีนขนาดใหญ่ยักษ์ที่กำลังฉายข่าวต้นชั่วโมงจากช่องซีเอ็นเอ็น "ถ้าอยากจะอาเจียน รีบบอกพี่ก่อนนะเว้ย ห้ามอ้วกรดเบาะล่ะ คันนี้เช่ามาแพง" 

"แบรด" พอลเอ็ด "นี่มันใช่เวลามาห่วงรถไหม"

"โธ่ พอล ผมก็แค่ล้อเล่นหรอกน่า" แบรดลีย์รีบยิ้มประจบพี่ชาย ไอ้เรื่องปลื้นปล้อนเพื่อเอาตัวรอดนี่ขอให้บอก เขาถนัดนักเชียว "เพราะคนอย่างไอ้แบรดลีย์น่ะหรือ จะห่วงรถมากกว่าห่วงน้อง ผมเลี้ยงเจ้าหนูมากับมือนะ พอล ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ผมรักน้องยิ่งกว่าที่รักเอ็มม่า คัดสัน ซะอีกนะ" 

"พอเถอะ แบรด" เจ้าหนูพ่นลมหายใจ "พี่ทำให้ผมนึกอยากจะอ้วกขึ้นมาจริงๆแล้วว่ะ"

"ใช่ซี้" แบรดลีย์แสร้งทำเสียงสูง เขาทำหน้าทำตาตัดพ้อได้อย่างน่ากระทืบสิ้นดี "พี่มันตกกระป๋องแล้วนี่ พี่มันก็ไม่ต่างอะไรจากเจ้าวิเวียนนั่นล่ะ พี่มันหัวเน่า ยักษ์โทรว์ลหรือจะไปสู้สโนว์ไวท์"

"แบรดลีย์" พอล แซ็คเคอรี่ เอานิ้วมือกดลงที่สันจมูก "อย่าแกล้งน้องน่า"

"ผมไม่ได้แกล้ง" สุ้มเสียงของแบรดลีย์เปลี่ยนผันกลายเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในทันที "อย่านึกว่าพี่ไม่รู้นะ เจ้าหนู ว่าคนที่เกลียดเครื่องบินมากๆอย่างนาย ยอมนั่งเครื่องบินทางไกลมาที่นี่เพราะอะไร

"ผมก็แค่มารับน้องแทนทอม" เจ้าหนูบอกเรียบเรื่อย ขณะที่สายตาก็ยังทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง "ทอมต้องอยู่ดูแลเจเน็ท และอีกอย่าง เขาก็ต้องอยู่ดูแลฟาร์มแทนพ่อที่ยังไม่กลับมาจากฮันนีมูนกับภรรยาคนใหม่"

"ไม่ใช่หรอก" แบรดลีย์เถียงทันควัน "ไม่ใช่เพราะแค่นายอยากจะมารับจูลี่กับจูเลียน่าเท่านั้นหรอก เพราะถ้าเป็นแบบนั้น นายคงยอมให้พอลกับพี่ที่อยู่ใกล้กว่ามารับน้องแทนไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว"

"แบรดลีย์ แซ็คเคอรี่" พอลเริ่มกดเสียงต่ำ "นายสัญญากับพี่แล้วไม่ใช่หรือไง ว่าเราจะไม่เข้าไปก้าวก่ายการตัดสินใจของยุนโฮ"

"พี่จะไม่ให้ผมเข้าไปก้าวก่ายได้ยังไงวะ!" นี่นับเป็นครั้งแรกที่แบรดลีย์เผลอตะคอกเสียงดังใส่หน้าพี่ชายคนโต พ่อหนุ่มนักกีฬาเอามือตบพวงมาลัยจนเสียงแตรรถดังลั่นขึ้นมากลางสี่แยก "พี่ก็เห็น!" แบรดลีย์ชี้ไปที่จอเช็คเกอร์สกรีนฝั่งตรงข้ามที่กำลังเสนอข่าวเด่นประจำวัน และแน่นอนว่า ข่าวใหญ่ที่ช่อง ซีเอ็นเอ็น ไม่พลาดที่จะนำเสนอ ก็คือข่าวของนักร้องคนดัง ที่กำลังกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ "พี่ก็เห็นว่าไอ้หนุ่มคนนั้นมันมีสภาพยังไง พอล ไหนจะยังข้อความขู่อาฆาตบนกำแพงนั่นอีก" แบรดลีย์ส่ายศีรษะ "ไม่มีทาง ผมจะไม่มีทางยอมให้เจ้าหนูเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับเรื่องอันตรายแบบนั้นแน่ๆ เขาเป็นน้องชายผมนะเว้ย น้องชายของผม!" 

"แล้วคนๆนั้น เขาไม่ใช่น้องชายของพี่ด้วยหรือไง แบรด" เจ้าหนูถามด้วยสุ้มเสียงที่ใจเย็นกว่าคนเป็นพี่ นัยน์ตาสีน้ำตาลฉ่ำน้ำที่แฝงแววเด็ดเดี่ยวของน้องชาย ทำเอาแบรดลีย์ถอนหายใจ "พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วไม่ใช่หรือไง"

"ก็ใช่" แบรดลีย์เสียงอ่อนลง หากถามว่าแบรดลีย์ แซ็คเคอรี่แพ้ทางใครมากที่สุด หนึ่งคงไม่พ้นพอล และสอง เฮ้อ ก็คงไม่พ้นเจ้าหนูนี่ล่ะ "แต่มันก็น่าจะมีหนทางอื่นที่ปลอดภัยกว่านี้นี่หว่า"

"จะไม่มีคำว่าปลอดภัย" พอลบอก "หากเรายังจับตัวหมอนั่นไม่ได้ แบรดลีย์"

"ทำไมพี่พูดเหมือนไม่เป็นห่วงน้องเลยวะ" แบรดลีย์หันหน้าไปมองพี่ชายอย่างเอาเรื่อง "เจ้าหนูไม่ใช่เหยื่อล่อนะ พอล"

"ก็เพราะไม่ใช่เหยื่อน่ะสิ" พอลระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน การต่อล้อต่อเถึยงกับแบรดลีย์ไม่ใช่สิ่งที่เขาโปรดปรานมากนัก "ถึงต้องแสดงความรับผิดชอบต่อคนที่ต้องมาตกเป็นเหยื่อแทน" 

"พี่หมายความว่าไง" เรียวคิ้วหนาของลูกชายคนรองแห่งตระกูลแซ็คเคอรี่ผูกขมวดเข้าหากัน

"ผู้ชายคนนั้น" สุ้มเสียงเรียบเรื่อยหากแข็งกระด้างของน้องชายดังขึ้นมาจากเบาะหลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลฉ่ำน้ำของพ่อหนุ่มบ้านไร่แห่งมิดเวสต์จับจ้องไปที่จอเชคเกอร์สกรีนฝั่งตรงข้าม ที่กำลังฉายภาพไรอัน โบลตัน ในวันที่ยังคงเปล่งประกายไปด้วยรัศมีของหนุ่มหล่อดาวรุ่ง "เขารับเคราะห์แทนผม" 

"รับเคราะห์แทนหรือ" แบรดลีย์ยังไม่หายข้องใจ

"ใช่" พอลบอก "ลองดูนี่สิ แบรด 

แบรดลีย์ แซ็คเคอรี่ รับโทรศัพท์เครื่องบางมาจากมือคนเป็นพี่ และทันทีที่เห็นรูปภาพซึ่งกำลังปรากฎชัดอยู่บนหน้าจอสี่เหลี่ยมแคบๆนั่น พ่อหนุ่มนักกีฬาก็ถึงกับอ้าปากค้าง 

ภาพเสี้ยวหน้าด้านข้างของไรอัน โบลตัน กำลังทำเอาแบรดลีย์พูดไม่ออก

"นี่มัน..."

"ในรอบตัดสิน เด็กผู้ชายคนนี้ได้รับคะแนนเต็มจากสโนว์ บี. และนั่นล่ะ คือสาเหตุที่ทำให้เขาต้องตกเป็นเหยื่อ" 

"เขาเหมือนเจ้าหนู" เสียงพูดของแบรดลีย์เบาหวิว  

"แต่ก็แค่ด้านข้าง" พอลอธิบายต่อ "แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับจุดประสงค์ที่แท้จริงของการประกวดในครั้งนี้ 

"จุดประสงค์อะไร" แบรดลีย์ถาม 

"นายลองเลื่อนไปดูอีกรูปหนึ่งสิ" พอลบอก 

"รูปโปสเตอร์การประกวดนี่น่ะหรือ

"ใช่" พอลพยักศีรษะ

"แต่ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่" แบรดลีย์ว่า ขณะจ้องมองภาพบนหน้าจอมือถืออย่างผ่านๆ 

"ดูรูปเล็กๆข้างล่างนั่นก่อนสิ แบรด" พอลบอก พร้อมเสียงถอนหายใจ 

"เฮ้ย!" และทันทีที่เห็นภาพนั้น พี่ชายคนรองของตระกูลก็ร้องเสียงหลง และมันคือภาพของยุนโฮกับสโนว์ บี. บนชิงช้าสวรรค์ในคืนงานออกร้านประจำรัฐนั่นเอง "ทำไมถึงเอารูปแบบนี้ไปลงได้วะ นี่มันถือเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลกันชัดๆเลยนะเว้ย พอล ให้ตาย ไอ้บริษัทเส็งเคร็งนั่นคิดอะไรอยู่" 

"ไม่ใช่ความคิดของโซอี้หรอกที่ให้ทำแบบนี้" พอลบอก "แต่เป็นความคิดของสโนว์ บี. ต่างหาก" 

"อะไรนะ!" ที่นี้ แบรดลีย์ตะโกนเสียงดังเพิ่มขึ้นไปอีกสามระดับ ก่อนจะเหยียบคันเร่งเมื่อไฟสัญญาณสลับสับเปลี่ยนเป็นสีเขียว "นี่เขาคิดอะไรอยู่วะ" 

"ก็คิดที่จะกันยุนโฮให้ออกห่างจากเรื่องยุ่งยากน่ะสิ" พอลเอ่ยอธิบายอย่างใจเย็น "เพราะถ้าขืนเขาไม่ตัดสินใจทำแบบนี้ลงไป พวกสื่อก็คงไม่มีวันเลิกขุดคุ้ยเรื่องของผู้ชายปริศนาในรูปนั่นหรอก และหนทางที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ก็คือการจงใจทำให้มันกลายเป็นเรื่องของงานไปซะ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว"

"แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี" แบรดลีย์หักหมุนพวงมาลัย เมื่อเห็นป้ายบอกทางไปโรงพยาบาลเซนต์อีสต์วูดเด่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า "ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับที่ไรอัน โบลตัน ถูกทำร้ายยังไง"

"ก็เพราะข้อความขู่อาฆาตที่คนร้ายทิ้งไว้บนกำแพงน่ะสิ แบรด" พอลเอ่ยอธิบาย "ข้อความบรรทัดแรกที่เขียนไว้ว่า - 'ใครก็ตามที่บังอาจแตะต้องหิมะของฉัน' - แค่คำว่า แตะต้อง ก็สามารถชี้ชัดได้แล้วล่ะว่า ไรอัน โบลตันคือเหยื่อตัวปลอมในเกมนี้" แล้วพอลก็หันไปมองน้องชายคนรอง "เพราะนับตั้งแต่วันที่เข้าประกวด จนกระทั่งถึงวันที่เขาถูกลอบทำร้าย ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไรอัน โบลตันยังไม่เคยแตะต้องสโนว์ บี. แม้แต่ปลายเล็บเลยน่ะสิ" 

"ถ้างั้น ก็หมายความว่า--"

"คนร้ายคิดว่าไรอัน โบลตัน คือผม" ยุนโฮขยับปีกหมวกบนศีรษะ เขาหันไปคว้าหยิบเอากระเป๋าเป้ที่เบาะข้างกายขึ้นมาสะพายบ่า นัยน์ตาสีน้ำตาลฉ่ำน้ำเรียบนิ่ง และด่ำลึกจนมองความนัยไม่ออก ครั้งสุดท้ายที่พอลกับแบรดลีย์ได้เห็นสายตาแบบนี้จากเจ้าหนู ก็คือตอนที่เขาพยายามควบเจ้าวิเวียน เพื่อไล่บี้ ไมเคิล เทรเวอร์ กับม้าตัวโปรด ให้ไปจนมุมที่ขอบผาสูง "และวันนี้ มันก็คงช็อคน่าดู ถ้าหากเห็นผมไปปรากฎตัวที่นั่นอีกครั้ง

"ที่ไหน" 

"ซานต้า โมนิก้า"

และทันทีที่เจ้าหนูจบประโยคนั้นลง แบรดลีย์ก็ต้องรีบแตะเบรกอย่างกะทันหัน เมื่อมีรถแวนติดฟิลม์ดำสนิทอีกคันหนึ่ง วิ่งสวนทางเข้ามาดักหน้าพวกเขาเอาไว้ 

และนี่คือแผนการช่วงชิง เจ้าชายขี่ม้าขาว ของลุค พอลล็อค 

"รีบมากับผมเถอะครับ ตอนนี้สโนว์ บี. กำลังแย่แล้ว!"

  

 

TBC.

 

THEME SONG | The Cascades : For Your Sweet Love


Here's everything

That you're worth to me
In one simple line
I'd go to the ends of the Earth
To be near you all the time.
 
A/N : จบไม่ลงในตอนเดียว ขอยกสปอยตอนที่แล้วไปตอนหน้านะคะ ตอนหน้า...คงถึงเวลาต้องให้กำลังใจสโนว์หน่อยแล้วน้อ ขอเสียง #TeamSnowB หน่อยได้ไหมเอ่ย Cool

Comment

Comment:

Tweet

กรัมปี้สู้ๆนะลูกกกกกก อย่าเจ็บอย่าเป็นอะไรไปนะะะ

พี่พอลอย่างฉลาด เหมาะอยู่เอฟบีไอมาก  

#9 By cassio (171.4.249.101) on 2015-11-03 17:10

เจ้าชายขี่ม้าขาวมาแล้วววววววววว
กรัมปี้จะช่วยสโนว์ บี. ทันไหมนะ ลุ้นๆๆ >///<
ขอย้ายจาก #TeamGrumpy ไปอยู่ #TeamSnowB สักครู่ อิอิ

ปล. พี่เพิ่งจะมีเวลาเข้ามาตามอ่าน TT__TT น้องซินสู้ๆ นะจ๊ะ

#8 By (58.8.1.19|58.8.1.19) on 2015-07-29 15:22

เกร๊สสสสสสสสสสสสส อยากให้เจอกันแล้วววววว
อ่านเจอ TBC. คือหัวใจหยุดเต้นเลยค่ะ 55555555
ตอนต่อไปขอแบบยาวๆ นะคะพี่ซิน >///[]///<)~

#7 By #TeamSnowB (171.7.16.197|171.7.16.197) on 2015-05-10 13:42

มีกรัมปี้มาอยู่ข้างๆ สโนว์แบบนี้
อย่างน้อยก็เบาใจได้ว่าจะมีคนปกป้องสโนว์ได้

มาต่อไวๆนะคะ

#6 By Kimjaejoongf (27.55.41.15|27.55.41.15) on 2015-05-10 03:39

โอยยยย ลุ้นมากเลยอยากอ่านต่อแล้วง่า อยากให้เจ้าหนูเจอสโนว์.บีแล้ววว รีบไปนะพ่อหนุ่ม >__<
*ยกมือ #TeamSnowB อีกคนค่ะ* ^^

#5 By Herotic (171.4.248.102|171.4.248.102) on 2015-05-08 15:27

ตื่นเต้นมากเลยค่ะพี่ซิน
พอเลื่อนมาถึงคำว่า TBC. แล้วนี่แทบไม่อยากเชื่อเลยค่ะ 555555555
เรื่องกำลังเข้มข้นมากๆ เลยค่าาา
เอาใจช่วยสโนว์ด้วยคนค่ะ ไม่เป็นไรนะ เพราะกรัมปี้กำลังจะไปหาแล้ว
(แค่กรัมปี้คนเดียวกำลังใจจากคนอื่นบางทีก็คงไม่จำเป็นแล้วเนอะ)
เป็นกำลังใจให้กรัมปี้เหมือนกันค่ะ ช่วยปกป้องสโนว์หน่อยนะ♡

#4 By U-Ro (101.108.209.11|101.108.209.11) on 2015-05-08 01:10

โฮวววววว นี่แอบลุ้นว่าเมื่อไรกรัมปี้จะเจอสโนว์
แต่ไม่เป็นไรค่ะ แค่อุ้มเจ้าขนปุยนี่ก็อมยิ้มตามได้และ

ครอบครัวเดียวกันก็ต้องหวงต้องห่วงเป็นธรรมดา
โดนขู่ทางอ้อมซะขนาดนั้น สงสารสโนว์ขึ้นมาเลย
ชักจะน่ากลัวขึ้นทุกที อย่ามีใครเป็นอะไรเลยนะคะ
เฮ้อ~ จะช่วยเขายังไงละเนี่ยกรัมปี้angry smile

#3 By beauxjae (171.98.127.244|171.98.127.244) on 2015-05-06 06:53

*ยกมือสุดแขนค่ะ #TeamSnowB ตื่นเต้นกับตอนต่อไปเลยอ่ะ

#2 By littlesnow (110.168.232.121|110.168.232.121) on 2015-05-05 00:00

พี่ซินทำไมทำแบบนี้ นี่เครียดมาก อยากกระโดดเข้าไปช่วย

โอ้ยยยยวันนี้ เจอรูปยุนแบดบอยอีก ค่อนข้างอยากได้ 55555

แต่เราทีมสโนว์นะ น่ารักก ส่งชางมินไปจัดการ นายโรคจิตนั้น

#teamSnowB

#1 By Ree (14.207.229.227|14.207.229.227) on 2015-05-04 19:09