Let it be me (16)

posted on 04 May 2015 15:47 by junk-time in LetItBeMe

❉  ❉  ❉  ❉

 

 

ที่นี่... 
คือสถานที่ยอดนิยมสำหรับการเปิดตัว "ตัวร้ายโรคจิต"

บริเวณตรอกแคบๆเท่าแมวดิ้นตายใจกลางมหานครที่ฟู่ฟ่าไปด้วยแสงสี มักถูกเลือกให้เป็นโลเคชั่นยอดฮิตสำหรับการเปิดตัวอาชญากรตัวเอ้ของโลก ก็ไม่รู้จะหลบๆซ่อนๆทำไมเหมือนกัน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว อาชญากรที่ควรจะถูกจับติดคุกติดตาราง ก็ไม่เห็นเคยมุดหัวอยู่ในรูหนูสักครั้ง แต่นู่น! ยังคงนั่งลอยหน้าลอยตาไขว่ห้างอยู่บนตึกสูงระฟ้าโน่นต่างหาก

ฮาเลลูย่า แด่กระบวนการยุติธรรม 

แต่เอาเถอะ เพื่อให้เรื่องราวของเราได้มีกลิ่นอายบรรยากาศของภาพยนตร์ทริลเลอร์สักหน่อย เราก็ไม่ควรฝืนธรรมเนียมปฎิบัติให้มากนักจริงไหม การเปิดตัวฝ่ายอธรรมที่ดี จึงควรเริ่มจากการแพลนกล้องจากปลายเท้าขึ้นมาที่ศีรษะ และค่อยๆซูมจับเข้าไปที่ใบหน้าซูบเซียวซึ่งกำลังแสยะยิ้มบิดเบี้ยวเพื่อโชว์คราบกาแฟเหลืองอ๋อยให้คนดูขยะแขยง เอ้ย หวาดกลัว จากนั้นจึงค่อยตบท้ายด้วยเสียงหนูร้อง อี้ด อี้ด ตามมาเป็นตัวชูโรง 

พออ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณคงกำลังนึกถึง ไอ้หมอนั่น อยู่ใช่ไหม
หากคุณตอบว่า ใช่ เราก็จะตอบว่า ถูกต้อง! 

เพราะเรื่องราวของเราไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยสหาย นี่คือนิทานชวนฝัน หาใช่นิยายชวนขนพองสยองเกล้า เราไม่มีพล็อตหักมุมให้ตื่นตะลึง ไม่มีตัวร้ายที่ฉลาดเป็นกรด ไม่มีคดีซ้อนซ่อนเงื่อนให้ปวดขมับ 

เพราะตัวร้ายของเราก็เป็นแค่ชายร่างแกร็นผู้ผิดหวังในรัก ที่กลายเป็นคนสติวิปลาสเดินโทงๆอยู่กลางลอสแอนเจลิส ชายสติวิปลาสที่ยังคงจำทางกลับที่พักได้อย่างแม่นยำ เขาเดินลากปลายเท้าครูดไปกับพื้นถนนเฉอะแฉะ ขณะนี้เป็นเวลาเกือบตีสอง หากมหานครแห่งนี้ไม่เคยหลับใหล เสียงไซเรนตำรวจยังคงดังก้องอยู่ในหัว เหมือนกับเพลงของเอ็นซิงค์ ที่ฟังครั้งเดียวดันเสือกติดแน่นอยู่ในรูหูยิ่งกว่ากาวยาฮู 

อิท กอนนา บี -- ฟึ่บ!

"เฮ้ กำลังถึงท่อนโปรดผมเลยนะเว้ย" หูฟังถูกฉุกกระชากจากฝ่ามือหยาบกร้านของเจ้าของห้องเช่าแคบๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้อพาร์ทเม้นท์สี่ชั้นใจกลางสลัมแออัดของมหานครแห่งมายา "โมโหอะไรมาอีกล่ะ" 

"ทำไมไม่ไปทำตามที่ฉันสั่ง!" เสียงแหบแห้งดังคำราม ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยสะเก็ดแผลขยำโปสเตอร์การประกวดยอดฮิตที่ดูท่าจะดังเปรี้ยงยิ่งกว่า เดอะ เอ็กซ์ แฟ็คเทอรี่ เป็นก้อนกลมๆ จากนั้นจึงจัดการเขวี้ยงมันไปที่ใบหน้าของหนึ่งในผู้ร่วมพักอาศัย "มันได้ผู้ชนะแล้ว แกเห็นไหม!"

"แล้วคุณเห็นไหมล่ะว่าจมูกผมยังไม่เข้าที่ดีน่ะ" คนพูดชี้ไปที่จมูกซึ่งมีผ้าก็อซผืนใหญ่แปะทับอยู่ "ขืนผมไปด้วยใบหน้าเดิมๆ จมูกเดิมๆ คางเดิมๆ ยังไงก็ต้องถูกเขี่ยตกรอบอยู่ดี สู้รอให้ทุกอย่างเข้าที่ แล้วค่อยไปจัดการมันทีเดียวก็ยังไม่สายน่า ผมมีแผนสำรองในหัวแล้ว คุณไม่ต้องห่วงหรอก ผมทำงานคุ้มค่าจ้างแน่"

"แกมีแผนอะไร" ร่างผอมแกร็นเดินไปที่มุมห้อง เขาใช้เท้าเขี่ยถุงใส่เศษอาหารเหลือๆให้พ้นทาง หลอดไฟขุ่นมัวถูกห้อยต่องแต่งลงมาจากเพดาน ที่นี่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเลย นอกจากกระติกต้มน้ำ กับความเหม็นอับที่ชวนสะอิดสะเอียน "หัวสมองอย่างแกยังใช้งานได้อยู่อีกหรือ"

"อย่างน้อยมันก็ยังใช้งานได้ดีกว่าหัวสมองของ 'ไอ้ผักตายซาก' นั่นล่ะว้า" คนพูดหันไปถ่มน้ำลายทิ้งนอกหน้าต่าง "ผมไม่เข้าใจจริงๆนะว่าคุณจะเก็บมันไว้ทำไม ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเล้ย สู้คุณไปหาซื้อตุ๊กตายางมาขย่มเล่น ผมว่ามันน่าจะช่วยทำให้คุณเสียวซ่านได้มากกว่าไอ้แก่-- อั่ก!"

"แกไม่มีสิทธิพูดจาดูถูกเขา ไอ้เศษสวะ!" ฝ่ามือหยาบกร้านพุ่งเข้าบีบรอบลำคอเด็กหนุ่ม ดวงตาลึกโหลวาววับน่ากลัว ริมฝีปากที่แตกระแหงจนมีรอยเลือดเกรอะกรังบิดเบี้ยว "อย่ามาพูดจาดูถูก เคร็กของฉัน ไอ้เด็กเหลือขอ!"

ใบหน้าที่ผ่านมีดหมอมาสิบกว่าแห่งเริ่มแดงก่ำ อากาศหายใจกำลังจะหมดจากปอด เขาพยายามเผยอปากเพื่อกอบโกยอากาศ พลางดื้นพล่านปัดป่ายเพื่อให้หลุดจากการจองจำ หากฝ่ามือของผู้ชายตรงหน้ากลับมีพละกำลังมากกว่าจนน่ากลัว มันบีบรัดรอบลำคอเขาเหมือนคีมเหล็ก เขาถูกผลักจนแผ่นหลังไปเบียดอัดติดอยู่กับกำแพงอิฐมุมห้อง 

"--ผม แค่ก ผม --ขอโทษ --ปล่อยผมเถอะ" สุ้มเสียงที่ใช้ร้องขอชีวิตฟังดูกระท่อนกระแท่น "--ถ้าคุณฆ่าผม --คุณจะ แค่ก แก้แค้นมันยังไง" 

"อย่าให้ฉันได้ยินคำพูดหมาๆของแกอีก เข้าใจไหม" คนที่กำลังจะตายรีบพยักหน้ารับหงึกหงัก แรงบีบกระชับเริ่มคลายออก อากาศเริ่มไหลวนผ่านโพรงจมูกที่ยังมีรอยไหมเย็บกระชับเข้าสู่ปอด ร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มที่น่าจะมีอายุอานามไม่เกินยี่สิบสามปีดี ทรุดลงไปนั่งกับพื้น เขาเอามือลูบคอที่แดงช้ำเป็นรอยนิ้ว

วินาทีแห่งความเป็นความตายเมื่อครู่นี้ ทำให้เขาเริ่มหวาดกลัวผู้ชายตรงหน้านี้มากขึ้นเรื่อยๆ

หมอนี่ไม่ใช่แค่โรคจิต แต่มันเป็น...ฆาตกร!

หากไม่เห็นกับผลตอบแทนและเงินปึกหนาที่มันใช้ฟาดหัว ก็อย่าหวังเลยว่าเขาจะยอมเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้ งานที่มันจ้างให้เขาทำก็อันตรายฉิบหาย แต่เมื่อเทียบกับผลพลอยได้...ก็คุ้มไม่หยอก คนไร้บ้านอย่างเขาไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วนี่หว่า งานไม่มี เงินไม่มี แถมครอบครัวก็ไม่มีอีก หากถูกจับได้ ก็แค่ถูกเตะโด่งเข้าไปนอนในคุกในตาราง 

แต่ ถ้าเกิดแผนสำเร็จขึ้นมาเมื่อไหร่ล่ะก็
นอกจากจะได้หน้าใหม่ เขาก็อาจจะได้ ของเล่นชิ้นใหม่ มาเป็นของกำนัล!

เรียกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

ดวงตาที่แฝงแววหยาบโลนตวัดมองขึ้นไปบนผนังห้อง ทั่วทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยภาพโปสเตอร์ของชายหนุ่มผมยาวที่น่าจะมีอายุอานามพอๆกับเขา มันเป็นภาพที่ทำให้ความหื่นกระหายพลุ่งพล่าน หนุ่มไร้บ้านแลบปลายลิ้นเลียริมฝีปาก แม้ภาพแต่ละภาพจะถูกกรีดทำลายด้วยคัตเตอร์จนขาดเป็นริ้วๆ หรือแม้กระทั่งถูกขูดขีดด้วยหมึกสีแดงจนดูน่าสยดสยอง 

หากทั้งหมดทั้งมวลนั่น ก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนความบริสุทธิ์ผุดผ่องที่แฝงเร้นอยู่เบื้องใต้ท่าทางเย้ายวนนั้นได้เลยสักนิด เขาแทบจะอดใจรอพิสูจน์ไม่ไหวแล้ว ว่าไอ้ท่าทางเก่งกล้า ยะโส ชวนให้ขย้ำแบบนั้น จะมีให้เห็นแค่เฉพาะตอนอยู่บนเวทีหรือเปล่าหนอ

"ซานตา โมนิก้า" เสียงของนายจ้างฉุดให้เขาหลุดจากภวังค์ เขาเบือนสายตาจากภาพใบหน้าที่กำลังทำให้เลือดในกายสูบฉีด เพื่อหันกลับไปมองตามร่างกายแห้งแกร็น ผอมโซ ที่กำลังเดินยกไหล่ พลางลากปลายเท้าไปที่เตียงเก่าๆที่สร้างขึ้นมาจากโครงเหล็กง่ายๆ มันส่งเสียง เอี๊ยดอ๊าด เหมือนจะพัง ทันทีที่ต้องแบกรับน้ำหนักของคนสองคน "พรุ่งนี้พวกมันจะมีถ่ายทำมิวสิควิดีโอกันที่นั่น และฉันก็ต้องการให้แกไปทำตามแผนที่ฉันบอก

"แผนอะไร" 

"ก็แผน..." ร่างหนาใหญ่ที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนฟูกบางเฉียบเริ่มมีปฎิกริยาตอบสนอง กล้ามเนื้อขมวดเกร็งหากไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ตามที่ใจปรารถนา บนศีรษะมีผ้าผืนหนาพันทบเอาไว้โดยรอบ ผ้าที่มีคราบเลือดแห้งกรังเปื้อนติดจนกลายเป็นสีน้ำตาลคล้ำดูน่ากลัว "ล่อลูกเสือออกจากถ้ำไงล่ะ"

"ลูกเสือหรือ"

คู่สนทนาไม่ได้ตอบ เจ้าของร่างผอมโซใช้ฝ่ามือที่เหี่ยวแห้งจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนของตน ค่อยๆบรรจงลูบไล้ไปตามโครงหน้าหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครารกครึ้ม  

"ลูกชายของคุณ" สุ้มเสียงนั้นแฝงความปรีดาเอาไว้จนน่ารังเกียจ "กำลังจะเดินทางมาเยี่ยมคุณแล้วนะ เคร็กที่รัก"

 

 

 

หลายวันมาแล้ว...
ที่บรรยากาศภายในฟาร์มจูลี่ แอนด์ จูเลียน่า นั้น ดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา

เสียงเม้าท์ออร์แกนเศร้าซึ้งที่ดังคลอออกมาจากคอกของเจ้าแกะพันธุ์ดอริเซ็ท ชวนให้บรรยากาศภายในฟาร์มปศุสัตว์แห่งนี้ช่างเหงาหงอย เจ้าหนูแห่งตระกูลแซ็คเคอรี่นั่งพิงแผ่นหลังอยู่กับเสาไม้ต้นใหญ่ เสื้อเชิ้ตลายสก็อตที่ขะมุกขมอมไปด้วยคราบดินโคลนถูกมัดผูกไว้ที่บั้นเอว ขาสองข้างพาดเหยียดยาวไปบนม้วนหญ้าแห้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลฉ่ำน้ำทอดมองไปไกลแสนไกล ผ่านแมกไม้ชายป่า ไปจนสุดขอบฟ้าที่กำลังหมุนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยามค่ำคืน 

สายลมโชยเอื่อยมากระทบหยอกเย้าผิวกาย ร่างจำแลงของอโดนิสแห่งมิดเวสต์สวมใส่เพียงเสื้อกล้ามตัวเก่งกับกางเกงยีนส์ตัวโปรด ใบหน้าคมคายเงยขึ้นมองบนฟ้ากว้าง พระจันทร์เต็มดวงตรงนั้น คือสัญญาณบ่งชัดว่า ฤดูหนาวที่เคยเยือกแข็งชิปเชว่ากำลังจะโบกมือลาและผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปี 

ดอกไม้กำลังจะบาน เหล่าสัตว์ในฟาร์มก็จะได้ออกมาจากที่ซุกตัวนอน แสงแดดจะตกกระทบยอดหญ้าในยามเช้า เสียงนกพิลวิตจะขับขานอย่างเริงร่า และทุกสรรพชีวิตก็จะได้กลับมารื่นเริงเฮฮา 

แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่า...
หิมะ ยังไม่เคยละลาย