Let it be me (18)

posted on 06 Jun 2015 12:13 by junk-time in LetItBeMe
 
❉  ❉  ❉  ❉
 
 
 

บนถนนไฮเวย์หมายเลขหนึ่งที่จะมุ่งหน้ากลับสู่ลอสแอนเจลิส

สงครามเย็นได้ถืออุบัติขึ้นภายใต้ห้องโดยสารกว้างขวางของรถแวนขนาดหกที่นั่งซึ่งติดฟิล์มดำสนิท นี่คือเวทีการประลองฝีมือที่จะทำให้คุณได้โชว์ทักษะการสะบัดของใบหน้า การแสดงถึงศักยภาพของลูกตาที่สามารถกลิ้งกลอกไปมาได้ครบสามร้อยหกสิบองศา รวมถึงการทำปากคว่ำ ไหล่ตั้ง อกตึง 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คุณต้องทำโดยไม่ให้คู่ต่อสู้จับได้เชียวนะว่าคุณกำลังเมื่อย 
และตะคริวกำลังจะกินขาในไม่ช้า

"สโนว์" เสียงเรียกของลุค พอลล็อค ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยดังขึ้น เขามองกระจกส่องหลัง ไอเย็นยะเยือกที่แผ่มาจากห้องผู้โดยสารด้านหลังกำลังทำให้พ่อผู้จัดการคนดังเหนื่อยหน่ายใจ "ตกลงวันนี้จะกลับไปพักที่โฮล์มบี้ ฮิลส์หรือ เวสต์ฮอลลีวูด"

"เวสต์ฮอลลีวูด" นักร้องทูนหัวของลุคตอบเรียบๆ ริมฝีปากแทบไม่ขยับเคลื่อนออกจากกัน 

และนี่คือหนึ่งในอากัปกริยาของสโนว์ บี ทีทำให้ลุคปวดหัวจี๊ด อากัปกริยาที่ทุกคนในโซอี้ มิวสิค ต่างรู้ดีว่ามันคือสัญญาณแห่งหายนะ เขาทำแบบนี้ไม่บ่อยหรอก แต่ทุกครั้งที่เขาทำ มันจะส่งผลกระทบเหมือนคลื่นยักษ์ที่ซัดกระแทกตั้งแต่แม่บ้านทำความสะอาด ยันผู้บริหารลำดับสูงของค่าย 

แต่แน่นอนว่าคลื่น "สโนว์ บี" ย่อมทำอะไรบุตรแห่งซุสไม่ได้

พ่อหนุ่มน้อย เฮอร์คิวลิส จากมิดเวสต์ นั่งนิ่งเป็นหินสลักอยู่ที่เบาะหลังสุด เขาเท้าคางไปกับกรอบกระจกของรถ พลางเฝ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง คิ้วเข้มของเขายังคงขมวดแน่น ดูก็รู้ว่าเขาคงยังอารมณ์เสียไม่น้อยจากการถ่ายทำ แน่นอนว่าทักษะการแสดงของเขานั้นน่าชื่นชม มันแสนเป็นธรรมชาติพอๆกับก้อนหิน แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นก้อนหินจากสโตนเฮนจ์ ที่สมควรได้รับการเรียกขานว่า "หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์"

ลุค พอลล็อคเรียกสิ่งมหัศจรรย์นั้นว่า "เสน่ห์
มีมนุษย์ไม่กี่คนหรอกที่พระเจ้าจะเอ็นดูมอบของขวัญพิเศษชิ้นนี้มาให้  

และหนึ่งในไม่กี่คนที่ว่านั้น ก็คือพ่อหนุ่มน้อยคนนี้ 

คุณจะคิดอะไรไม่ออกตอนมองตาเขา นัยน์ตาเขาเหมือนหยดหมึก มันเหมือนหลุมพรางลึกที่หลอกล่อให้คุณก้าวเข้าไปหา ลุคไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้กำกับไซม่อน วอลต์ ถึงไม่หัวเสียเรื่องการแสดงที่แข็งทื่อเป็นหินของพ่อหนุ่มคนนี้ เพราะพ่อคาวบอยหัวขบถของเรา เขาแสดงออกทุกอย่างผ่านทางนัยน์ตามากกว่าท่าทาง 

และคุณจะตีความเป็นอื่นไม่ได้เลยตอนที่เห็นเขามองสโนว์ บี

เขาไม่ได้มองสโนว์เหมือนที่คนอื่นมอง นัยน์ตาเขาจดจ้องมองลึกลงไปมากกว่ารูปลักษณ์ผิวเผินที่ถูกปรุงแต่งสรรสร้างขึ้นมา มีอยู่ฉากหนึ่งที่เขาทำเอาทีมงานทุกคนถึงกับประหลาดใจ นั่นคือฉากสุดท้ายบนชิงช้าสวรรค์ ที่ถือเป็นฉากไฮไลท์สำคัญของมิวสิควิดีโอตัวนี้ 

ฉากที่ทีมงานจงใจจำลองเหตุการณ์ในค่ำคืนวันนั้นที่งานออกร้านประจำรัฐขึ้นมาอีกครั้ง
และใช่ มันคือฉากที่พวกเขาต้อง จูบ กันเป็นหนที่สอง

เวลาตอนนั้นล่วงเลยมาจนเกือบตีสาม ทีมงานทุกคนต่างเริ่มเหนื่อยล้า พวกเขาเสียเวลาไปมากกับฉากของเคทเธอรีน เทรเวอร์ ที่ดูเหมือนจะจงใจเทคซ้ำเทคซากในอ้อมกอดของพระเอก ดีที่ว่าพวกเขามีแค่ฉากกอดกัน เพราะฉากจูบที่เคยวางไว้แต่แรกนั้น ถูกประกาศิตสายฟ้าแล่บจากอำนาจมืดหั่นออกไม่มีเหลือ  

และพวกคุณรู้ใช่ไหมล่ะว่า "อำนาจมืด" ที่ว่านั่นคือใคร
ก็จะใครเสียอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ "ลูกรักเบอร์หนึ่ง" ของโซอี้ 

ลูกรักเบอร์หนึ่ง ที่มีนิสัยขี้หวงเป็นอันดับหนึ่ง!

แต่ถึงจะมีนิสัยเสียยาวเหยียดเป็นหางว่าวแค่ไหน แต่เวลาทำงาน คุณแทบจะหาข้อผิดพลาดจากเขาไม่ได้เลย เพราะทันทีที่ผู้กำกับสั่งแอ็คชั่น สโนว์ บี ก็ยอมวางทิฐิและศักดิ์ศรีของตนเองลง เขายอมเปิดปากพูดกับพระเอกของเรื่องเป็นครั้งแรกหลังจากเกิดเรื่องบนหลังม้าเมื่อเย็น 

ฉากนี้ผู้กำกับไซม่อน วอลต์ ต้องการที่จะเก็บภาพมุมกว้างของสวนสนุกแปซิฟิค ปาร์ค รวมถึงภาพที่จะโฟกัสจับไปที่ใบหน้าของทั้งสองคนด้วย

และนั่นล่ะงานหิน
เพราะสิ่งที่ยากที่สุดตั้งแต่ถ่ายทำมา ก็คือการทำให้พระเอกของเรา "ยิ้ม" ได้นี่ล่ะ

ใช่ ยิ้ม
เรื่องง่ายๆ ที่ไม่มีใครสั่งให้เขาทำได้ 

และหากมิวสิควิดีโอตัวนี้เผยแพร่ออกไป คุณจะไม่มีทางได้เห็นพ่อพระเอกรูปหล่อเร้าใจของเรายกมุมปากขึ้นเลย จวบจนกระทั่งถึงฉากสุดท้ายนี้ 

ฉากที่เขาทำเอาสาวๆทีมงานหน้ามอนิเตอร์ถึงกับหลุดเสียงครางออกมาอย่างเพ้อๆ ไม่มีใครรู้ว่าสโนว์ บี พูดอะไรกับเขา ตอนที่กระเช้าชิงช้าสวรรค์กำลังนำทั้งคู่เคลื่อนตัวขึ้นสู่ที่สูง อาจเป็นคาถาสะกดจิตกระมัง ถึงทำให้พ่อเสือยิ้มยากของเรา ถึงกลับหลุดรอยยิ้มมุมปากออกมาได้อย่างง่ายดายแบบนั้น  

รอยยิ้มที่ลุคยอมรับเลยว่า มันทำให้เขายิ่งดูหล่อเร้าใจมากกว่าแซ็ค แอฟโฟร่ ตอนถอดเสื้อเสียอีก 

ทุกอย่างระหว่างพวกเขาดูเป็นธรรมชาติจนลุคแทบยืนไม่ติดที่ มันเป็นธรรมชาติเกินไปจนลุคหวาดกลัวว่าคนอื่นจะสงสัย แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเรื่องนั้น

อ่อ! นอกเสียจากเคทเธอรีน เทรเวอร์  

แม่นางเอกสาวน้องใหม่ที่ถึงกับอ้าปากค้างเติ่ง ตอนที่เห็นใบหน้าของทั้งคู่ค่อยๆเคลื่อนเข้าหากัน พ่อพระเอกที่เธอประกาศไปทั่วว่าสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กำลังทำในสิ่งที่ คนเคยคุ้น อย่างเธอยังถึงกับต้องตกตะลึง

ยุนโฮเขี่ยปลายจมูกโด่งเป็นสันของเขาหยอกเย้ากับจมูกเล็กจิ้มลิ้มของสโนว์ มันเป็นท่าทางที่เคทเธอรีนไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่าจะได้เห็นจากเขา 

ยุนโฮไม่เคยทำแบบนี้กับใคร!
ใช่! และเธอต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมเขาถึงทำ! ทำไมเขาถึงมาที่นี่!

แต่ก่อนที่เธอจะได้รู้ พวกเขาก็จูบกันแล้ว ตอนที่กระเช้าลอยตัวขึ้นไปหยุดอยู่ที่จุดสูงสุด 

มันเป็นจูบแบบที่ โอ พระเจ้า! แบบที่คุณไม่ควรใช้จูบกับคนที่เพิ่งรู้จักน่ะ ถึงมันจะเป็นแค่การแสดงก็เถอะ แต่ยุนโฮไม่ใช่ชายหนุ่มประเภทที่จะยอมทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่เรียกว่า "จิตวิญญาณของนักแสดงมืออาชีพ" ขนาดสิ้นเสียงคัทจากผู้กำกับแล้ว พวกเขาก็ยังต้องใช้เวลาอยู่อีกครู่หนึ่ง กว่าจะบังคับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติได้

คิดเอาเองละกันว่ามันเป็นจูบแบบไหน!

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นจูบแบบไหน 
บทสรุปสุดท้าย มันก็ลงเอยอย่างที่เห็นในตอนนี้

ลงเอยแบบที่มิวสิควิดีโอต้องการจะสื่อให้คนดูเห็นโดยแท้
เรื่องรักผิดรูปผิดรอยระหว่างพวกเขา...ไม่มีวันจบด้วยดี

"แต่ฉันว่า คืนนี้นายกลับไปค้างที่อพาร์ทเมนท์ของแม่ในโฮล์มบี้ ฮิลส์ ก่อนดีกว่านะ สโนว์" ลุคพยายามใช้น้ำเสียงที่เรียกได้ว่าพะเน้าพะนอ "เพราะตอนนี้นายก็รู้ ที่พักของนายในเวสต์ฮอลลีวูดน่ะ มีพวกปาปารัสซี่คอยดักรออยู่เต็มไปหมด อีกอย่างนะ  มันคงไม่ดีหรอกถ้า เอ่อ..." ลุคกลืนน้ำลาย เขาเหลือบมองกระจกส่องหลัง ก่อนจะตัดสินใจพูดเรื่องสำคัญออกไป "ถ้าพวกเขาเห็นว่านายสองคนพักอยู่ที่เดียวกันน่ะ มันจะอาจจะทำให้เรื่องยุ่--"

"อะไรนะ!" และก็เป็นอย่างที่คาด สโนว์ตวาดแว้ดขึ้นมาทันที ไอ้มาดที่พยายามจะรักษามาตลอดทางก็ถูกถีบกระเด็นหายวับไปกับตา "คุณจะให้เขามานอนค้างกับผมหรือ ไม่มีทาง ในเมื่อคุณพาเขามา คุณก็ต้องพาเขากลับไปสิ โอ ให้ตาย! คุณกำลังทำให้ผมเป็นบ้า พอลล็อค! พาเขาไปส่งสนามบินเดี๋ยวนี้เลยนะ คืนนี้เลยยิ่งดี พาเขาออกไปให้ห่างจากที่นี่โดยเร็วที่สุด เข้าใจไหม!" 

"แต่สโน--" 

"ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นล่ะ!" สโนว์แทบกรีดร้อง "ผมยังไม่ได้ชำระความกับคุณเลยนะลุค เรื่องที่คุณพาเขามาที่อื้อ!" 

"ขับต่อไปเถอะครับ" พ่อหนุ่มเฮอร์คิวลิสสามารถใช้ช่วงขาที่ยาวของเขา ปีนพรวดเดียวข้ามจากเบาะหลังมายังเบาะหน้าภายในเวลาไม่ถึงห้าวินาที มือหนาใหญ่รีบคว้าปิดปากขี้โวยวายของพ่อนักร้องขี้วีนไว้ "ขับไปในที่ที่คุณเห็นว่าปลอดภัยสำหรับเขาที่สุดเถอะ

"อ่อย อะ! ออก ใอ้ อ่อย!" สโนว์ดิ้นพล่าน มือเล็กพยายามปัดป่ายและเหวี่ยงสะบัด เขาพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการถูกหน่วงเหนี่ยวในอ้อมแขนแกร่งสีน้ำตาลทอง  

"จะเงียบได้หรือยัง" แต่สุดท้าย ก็ไม่รู้ว่าไปดิ้นอีท่าไหน ถึงได้ถูกจับลอยมาหล่นปุอยู่บนตักหนาแบบนี้ได้ เสียงขรึมดุกับแววตาจริงจังคู่นั้น ทำเอาเจ้ากระต่ายขี้พยศยอมหยุดนิ่ง แต่เจ้าเสือควรรู้และจำใส่สมองเอาไว้เชียวว่า เจ้ากระต่ายตัวน้อยน่ะ มันร้อยเล่ห์มารยาแค่ไหน! เพราะทันทีที่มือหนาใหญ่ยอมละออกจากดวงหน้าขวา เจ้ากระต่ายก็อ้าปากงับ และฝังเขี้ยวคมตามลงไปบนฝ่ามือข้างนั้นทันที "โอ้ย ดราเซีย!"

"ไม่ต้องมาเรียกแบบนั้นเลยนะ! ฉันไม่อยากได้ยิน!" สโนว์ขู่ฟ่อ เขารีบหันไปสั่งการผู้จัดการส่วนตัวที่พ่วงหน้าที่คนขับอีกหนึ่งตำแหน่งทันที "ไปสนามบินเดี๋ยวนี้เลยนะ พอลล็อค ถ้าคุณไม่ทำตามที่ผมบอก ผมจะโกรธคุณจริงๆด้วย!"

พูดจบ เขาก็เตรียมจะปีนหนีลงมาจากตักของเจ้าเสือ แต่เจ้าเสือนั้นว่องไวกว่าอยู่แล้ว  

"ปล่อยนะ! อย่ามาจับตัวฉัน!" สโนว์ตวาดแว้ด 

"ก็อย่ามาทำตัวเป็นเด็กได้ไหม!" เจ้าเสือใช้น้ำเสียงขรึมดุข่ม ท่อนแขนใหญ่กำยำจับรวบเอวบางให้กลับขึ้นมานั่งบนตักของตนอีกครั้ง พร้อมกับมัดยึดกำปั้นเล็กๆที่พยายามจะทุบตะปบลงบนอกของมันไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว "ดื้อไม่เข้าเรื่อง ไม่มีเหตุผล เอาแต่ใจ! รู้ไหมว่าทำตัวแบบนี้มันน่ารำคาญ!"

สิ้นคำต่อว่าใจร้ายพวกนั้น น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงจากนัยน์ตาคู่สวยทันที หากแต่เมื่อเจ้ากระต่ายยังอยู่ในร่างของพ่อมดผมขาว อาการแบบนี้จึงไม่ทำให้เจ้าเสือใจอ่อนได้ง่ายๆ  

เจ้าเสือมันไม่ชอบผมยาวๆแบบนี้เลยสักนิด 
สีตาแบบนี้ก็ด้วย แล้วยังไอ้ใบหน้าแข็งๆที่แสนยะโสแบบนี้อีกเล่า 

ไม่เห็นจะน่ารัก 
ไม่มีอะไรน่ารักเลยสักนิด!

เท่าทันความคิด เจ้าเสือก็เอื้อมมือไปคว้าจับที่ปลายเส้นผมสีเงินยวง ก่อนจะดึงพรวดเดียวจนมันหลุดออกจากศีรษะเล็ก คนที่ยังคงช็อกกับคำต่อว่าใจร้ายไม่ดิ้นรนขัดขืน เจ้ากระต่ายได้แต่นั่งกัดปากล่างของตนเองจนแน่น ปล่อยให้เจ้าเสือได้สางเรียวนิ้วยาวของมันเข้าไปในกลุ่มผมนุ่มสีดำ ที่ค่อยๆทิ้งตัวตกมาเกลี่ยอยู่ข้างแก้มขาวตามอำเภอใจ 

นี่ต่างหากล่ะที่มันชอบ
นี่ต่างหากล่ะ คนที่มัน...คิดถึง 

เจ้าเสือเอาแต่จับจ้องเจ้ากระต่ายตัวจริงของมันอย่างไม่วางตา มันดึงชายเสื้อเชิ้ตลายสก็อตของมันขึ้นมาเช็ดคราบเครื่องสำอางให้ออกจากดวงหน้าเล็กจิ้มลิ้ม ยกปลายนิ้วของมันขึ้นมาเช็ดลิปสติกสีซีดๆนั้นออกจากริมฝีปากกลมเป็นกระจับ  

สุดท้าย สิ่งเดียวที่มันอยากจะทำ คือขจัดสีดวงตาแปลกปลอมนั้นออกไปให้เร็วที่สุด

ดวงตาที่กำลังมองตรงมาที่มันอย่างตัดพ้อปนขุ่นเคือง เจ้ากระต่ายสูดน้ำมูกเสียงดัง ส่วนเจ้าเสือก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน มันตัดสินใจโอบรั้งเอวบางเข้ามาแนบชิด ประทับจุมพิตซับไปที่ใต้ตาทั้งสองข้างให้อย่างทะนุถนอม แต่ไม่ทันที่น้ำตาชุดเก่าจะเหือดแห้งหมดไป น้ำตาชุดใหม่ก็ตั้งต้นไหลรินลงมาแทนที่เสียแล้ว 

"ขี้แยจริง" เจ้าเสือว่า พลางโยกตัวคนในอ้อมกอดไปมาเหมือนปลอบเด็กน้อย "คนเขาเป็นห่วง เขาถึงมาหา แล้วยังมีหน้ามาไล่เขากลับปาวๆ มันใช่ได้ที่ไหน หืม ดราเซีย" 

เจ้าเสือกระซิบที่ข้างใบหูขาว ตามด้วยจูบเบาๆที่ข้างขมับของคนขี้แย ร่างเล็กของเจ้ากระต่ายสั่นสะท้าน ก่อนจะผุดคำผรุสวาทด่าทอเขากลับมาอีกหนึ่งชุดใหญ่ เจ้าเสือปล่อยให้เจ้ากระต่ายด่าเขาไปตลอดทาง บางคำก็ร้ายเสียจนต้องปิดปากด้วยจูบหนักๆ หากบางคำก็เอ่ยตัดพ้อกันเสียจนเจ้าเสือทำได้แต่ลูบศีรษะปลอบใจ 

หากไม่นานนัก เจ้ากระต่ายก็สิ้นฤทธิ์หมดแรง 
ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันที่หนักหนาสาหัสเอาการสำหรับเจ้ากระต่ายของเขาทีเดียว  

ยุนโฮประคองศีรษะเล็กที่หลับสนิทให้เอนลงมาซบพิงที่ไหล่กว้าง รถแวนของพวกเขากำลังขับกลับเข้าสู่เขตเมืองแห่งโลกมายา ลอสแอนเจลิส

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาลอสแอนเจลิส และเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้มีโอกาสก้าวเท้าเข้าไปเหยียบเยือนถึงถ้ำของเจ้ากระต่ายตัวน้อยในอ้อมแขน ตึกรามสองฟากฝั่งนั้นชวนให้แปลกตา บางหลังสูงใหญ่ราวพระราชวัง บางหลังก็มีอาณาบริเวณกว้างขวางไปจนสุดทางสายตา 

ราวกับ คนละโลก
แตกต่างกัน ราวฟ้ากับดิน

เขาไม่แปลกใจแล้วล่ะว่า ทำไมเจ้ากระต่ายถึงปรับตัวได้ยากนักกับชีวิตที่ชิปเชว่า ชีวิตที่มีแต่ทุ่งหญ้า และความล้าสมัย เพราะเขาเอง ก็คงจะปรับตัวไม่ได้เหมือนกัน หากต้องมาอยู่ที่นี่

เรา ต่างกัน เกินไป

นั่นคือความคิดสุดท้ายของเจ้าเสือ ก่อนที่มันจะถูกฉุดให้หลุดจากภวังค์เพราะเสียงของเครื่องยนต์ที่ดับสนิทลง ลุค พอลล็อคเดินมาเปิดประตูรถให้เขา หลังจากที่เจ้าตัวขับรถเข้ามาจอดเทียบนิ่งอยู่หน้าตึกหินทรายสีปูนแดงหลังใหญ่ ที่ตั้งอยู่จนเกือบสุดท้ายปลายถนนหมายเลขสาม ในย่านสามเหลี่ยมทองคำที่ขึ้นชื่อว่ามีราคาค่าที่แพงหูฉี่อย่าง โฮล์มบี้ ฮิลล์

"สโนว์ โอ๊ะ ไม่ใช่สิ แจ--" 

"อย่าปลุกเขาเลยครับ" ยุนโฮบอก ตอนที่ลุคกำลังจะยื่นมือมาแตะที่แผ่นหลังของนักร้องในความดูแล ที่ยังคงหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่บนตักของพ่อหนุ่มบ้านไร่ "เดี๋ยวผมอุ้มเขาขึ้นไปเอง" 

"เอาอย่างนั้นหรือจ้ะ" ลุคถาม และพอได้รับคำยืนยันเป็นการพยักหน้าเรียบๆอีกหนึ่งครั้ง พ่อผู้จัดการคนดังก็เลยรีบกุลีกุจอผละออกไปรอที่ประตู ลุคไขกุญแจ เขาเปิดประตูไม้หนาสีแดงชั้นแรกออก ก่อนจะตามด้วยประตูเหล็กดัดอีกหนึ่งชั้นด้านใน "เดินระวังๆล่ะ เดี๋ยวฉันไปเปิดไฟให้ 

ภายในตึกหินทรายสีปูนแดงหลังนี้ อากาศยิ่งเย็นชื้นกว่าภายนอก ยุนโฮรับรู้ถึงอาการขยับกายเข้าหาไออุ่นของร่างเล็กในอ้อมแขน เขาหลุดรอยยิ้ม ในใจก็ไพล่เลยนึกไปถึงเจ้าแกะตัวน้อยในคอกที่ชิปเชว่า 

นี่สิหนา เขาถึงมีสำนวนว่า...เหมือนกันอย่างกับแกะ

"ทางนี้จ้ะ" เสียงเรียกของลุคดังขึ้นพร้อมแสงสว่างจากโคมไฟระย้าที่ติดไว้กลางเพดานสูง ยุนโฮกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะพบร่างของลุคยืนรออยู่ที่หน้าประตูห้องๆหนึ่ง "ทางนี้เลยจ้ะ"

ยุนโฮอุ้มเจ้ากระต่ายไปตามทางเดิน ทุกอย่างที่นี่เต็มไปด้วยของตกแต่งกระจุกกระจิกมากมายหากเป็นระเบียบ มีรูปภาพหลายสิบรูปถูกติดไว้เต็มผนัง ส่วนมากก็จะเป็นรูปภาพในหลากหลายอิริยาบถของคนในอ้อมแขนเขาตั้งแต่ช่วงวัยแบบเบาะ จนกระทั่งเติบใหญ่

บางรูปก็น่าขัน หากบางรูปก็ น่ารักขาดใจ 

ยุนโฮเกือบสะดุดปลายเท้าของตัวเองล้มตอนที่เห็นภาพของเจ้ากระต่ายในชุดกระโปรงฟูฟ่องในกรอบรูปบานใหญ่ สีหน้านั้นบ่งบอกชัดว่าขัดใจ ร่างเล็กในวัยไม่น่าเกินสิบสองขวบดียืนเคียงข้างอยู่กับผู้เป็นมารดาที่สวมชุดละม้ายคล้ายคลึงกัน  

เจ้ากระต่ายแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จมูกแดงๆนั้นยังคงเชิดรั้นทุกครั้งที่ไม่ได้ดั่งใจ

"ตะลึงเลยหรือ" เจ้าเสือรีบกระแอมไอรักษามาด เมื่อลุคสะกิดเรียกเขาให้หลุดจากห้วงภวังค์ "งานอดิเรกของคุณอันนาเขาล่ะ จับลูกชายแต่งตัวเนี่ย เอาล่ะจ้ะ วางเขาลงบนนี้ล่ะ"

ยุนโฮค่อยๆวางเจ้ากระต่ายลงบนที่นอนหนานุ่มลายเดอะ พิงค์ แพนเตอร์ นับวันรสนิยมของเจ้ากระต่ายชักจะเหมือนรสนิยมของจูเลียน่าน้องสาวคนเล็กของเขาเข้าไปทุกที รายนั้นก็ชอบอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าว ทำเป็นแก่นแก้วห้าวหาญ แต่แท้ที่จริงแล้วใจน้อยยิ่งกว่าอะไรดี

ห้องเจ้ากระต่ายนั้นก็เหมือนส่วนอื่นๆของบ้าน นั่นคือมีข้าวของเครื่องใช้เต็มไปหมด บนผนังเต็มไปด้วยรูปถ่ายนับไม่ถ้วน โปสเตอร์วงดนตรีนับสิบ รวมถึงกระดาษที่ตัดจากหน้านิตยสาร อีกทั้งชั้นวางที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ข้างๆกับโทรทัศน์จอใหญ่และกีตาร์ ก็อัดแน่นไปด้วยแผ่นดีวีดีภาพยนตร์และซีดีเพลง

"กรัมปี้จ๋า มานอน มานอนนี่เร้ว..." 

หากทันทีที่แผ่นหลังแตะพื้นเตียงนุ่ม เจ้าของห้องกลับไม่ยอมปล่อยเรียวแขนแน่งน้อยออกจากลำคอแกร่ง ร้อนถึงลุคที่ต้องรีบปรี่เข้ามาช่วยปลดมือปลาหมึกนั้นออก นี่ถ้าเป็นลูกสาว ลุคจะหยิกสักทีให้เนื้อเขียว มีอย่างที่ไหน ละเมออ้อนชวนผู้ชายให้ลงไปนอนด้วยกันแบบนั้นน่ะ 

โอย อกลุคจะแตก!
นี่เขาจะไว้ใจปล่อยให้เด็กสองคนนี้อยู่กันตามลำพังได้ไหมเนี่ย

"กรัมปี้จ๋า ม่ายอาว ไม่ให้จูบแล้วน้า ม่ายอาว..."

เสียงละเมองัวเงียดังทอดสะท้อนออกมาพร้อมเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ เสียงที่ทำเอาพ่อหนุ่มบ้านไร่ถึงกับต้องกระแอมไอ เขายกมือขึ้นปัดจมูก แล้วหลบสายตาลุคที่พยายามมองเขาอย่างจับผิด 

"ฉันไว้ใจเธอได้ใช่ไหมเนี่ย" พ่อผู้จัดการคนดังรีบสวมบทเป็นคุณพ่อหวงลูกสาว "หวังว่าพวกเธอจะไม่ก้าวล้ำเส้นนั้นนะ"

ยุนโฮไม่ตอบ เขาเพียงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น  

ลุคระบายลมหายใจ "ที่จริง ฉันก็ไม่อยากปล่อยให้พวกเธออยู่กันตามลำพังหรอก แต่ฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องรีบไปจัดการให้เสร็จภายในคืนนี้น่ะสิ"

"ใช่เรื่องเกี่ยวกับไอ้หมอนั่นหรือเปล่าครับ" ยุนโฮถาม เรียวคิ้วเข้มกลับมาผูกชิดติดกันอีกครั้ง

"ใช่" ลุคพยักหน้ารับ "แจจุงบอกฉันว่า ไอ้หมอนั่นมันรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับเขา แล้วมันยังรู้อีกด้วยนะว่า ตัวตนจริงๆของสโนว์ บี คือใคร" 

"รู้เรื่องผมกับเขาหรือครับ" ยุนโฮถาม คิ้วเข้มเลิกขึ้นน้อยๆ

"อืม ก็เรื่องนี้ล่ะที่มันเอามาขู่เพื่อที่จะได้ฉวยโอกาสทำทุเรศๆกับแจจุงบนหลังม้านั่นไง" ยุนโฮรับฟังคำบอกเล่านั้นเงียบๆ แต่หมัดของเขากลับกำแน่นจนขึ้นเป็นข้อขาว "ฉันต้องรีบไปจัดการเรื่องย้ายตัวหมอนั่นไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลอื่นก่อน ยิ่งไกลจากที่นี่มากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะถ้าพวกนักข่าวตามกลิ่นอีธาน ธอร์ป เจอล่ะก็นะ..." ลุคพ่นลมหายใจ เขาทำไหล่ตก "ทุกอย่างจบเห่แน่"

"พี่ชายคนโตของผมอาจจะช่วยคุณเรื่องนี้ได้" ยุนโฮบอก เขานึกถึงพอล "คุณมีเบอร์โทรศัพท์เขาแล้วใช่ไหมครับ"

"จริงด้วยสิ" ลุคดีดนิ้ว "ขอบใจเธอมากนะจ้ะ ยุนโฮ ถ้าไม่ได้เธอ แจจุงคงแย่แน่ๆ" ยุนโฮได้แต่พยักหน้ารับคำขอบคุณนั้นเงียบๆ "ถ้าอย่างนั้น ฉันรีบไปจัดการเรื่องนี้ก่อนนะจ้ะ แล้วเธอก็อย่าลืมพักผ่อนล่ะ พรุ่งนี้แจจุงก็ไม่มีงาน ช่วยรั้งเขาให้รออยู่ที่นี่ อย่าเพิ่งออกไปไหน จนกว่าฉันจะกลับมารับนะ"

"ครับ 

ยุนโฮรับคำ เขาเดินออกมาส่งลุคที่หน้าประตู พ่อหนุ่มบ้านไร่ยืนมองจนรถแวนคันใหญ่หายลับไปตรงหัวมุมถนน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่ติดตัวมาด้วยออกจากกระเป๋ากางเกง 

เขากดโทรออก รอสัญญาณอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะได้ยินเสียงตอบรับจากปลายสาย

"ขอโทษที่โทรมารบกวนตอนนี้นะ ทอม" ยุนโฮกรอกเสียงลงไป "แต่ผมอยากให้คุณช่วยหารายชื่อของคนงานที่ลาออกไปในช่วงเดือนที่แล้วให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ใช่ครับ" นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมีประกายดุวาบ "ตั้งแต่วันแรกที่ภรรยาคนใหม่ของพ่อย้ายเข้ามา จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่ลูกชายของเธอกลับลอสแอนเจลิส ครับ ผมอยากได้ทุกรายชื่อ โดยเฉพาะช่วงวันงานแต่งของพ่อ ผมอยากรู้ว่ามีคนงานคนไหนบ้างที่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบอะไรกับใครเลย ครับ รบกวนด้วยนะทอม อ่อ แล้วเรื่องจูลี่...ครับ แบรดกับพอลอยู่เฝ้าที่โรงพยาบาล พอดีผมแวะมาทำธุระให้พ่อนิดหน่อย อีกสองวันผมจะกลับไป น่าจะทันตอนพ่อกลับจากเชฟฟัสต์พอดี ครับ ทอม ฝากด้วยนะครับ สวัสดีครับ"

ยุนโฮกดวางสาย ใบหน้าคมคายเคร่งขรึม
ดูเหมือนว่า เขาจะเคยปล่อยให้มีหนอนบ่อนไส้ เข้ามาชอนไชถึงที่ฟาร์ม จูลี่ แอนด์ จูเลียน่า!

 

 

 

 

ตอนนี้เป็นเวลาประมาณตีสี่กว่าแล้ว... 

หลังจากวางสายจากทอม ยุนโฮเดินครุ่นคิดอะไรอยู่กับตัวเองอีกพักใหญ่ มีหลายเรื่องที่เขาต้องตัดสินใจ แต่การคิดอะไรตอนที่สมองล้าย่อมไม่ส่งผลดี หนุ่มน้อยเลยยอมแพ้ เขาตัดสินใจพาร่างที่เริ่มจะหนักอึ้งของตนกลับเข้าไปหาเจ้ากระต่ายที่ถ้ำของมัน

หากนั่นกลายเป็นความคิดที่ผิดมหันต์
เพราะจากที่คิดว่าจะได้พักสมอง กลับกลายเป็นว่าต้องมาปวดสมองมากกว่าเดิม

ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่วันที่หนักหนาสาหัสเอาการสำหรับเจ้ากระต่ายตัวเดียวหรอก แต่ดูเหมือนนี่จะเป็นวันที่หนักหนาสาหัสเอาเรื่องของเขาด้วย

ยุนโฮยืนมองผ้าห่มผืนหนา ซึ่งถูกปลายเท้าน้อยถีบหล่นไปที่พื้นแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะ ผ้าปูลายเจ้าเสือสีชมพูยับยุ่งไปหมดตามแรงขยับเคลื่อนของเจ้าของเตียง เจ้ากระต่ายนอนดิ้นเสียจนเสื้อยืดตัวบางที่สวมอยู่ถูกถลกร่นขึ้นสูง หน้าท้องราบเรียบเนียนขาวจึงเผยออกมาพร้อมกับการขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ 

โอ ให้ตาย... 

เจ้าเสือรีบเบนสายตาหนี มันรีบจ้ำอ้าวไปหยิบผ้าห่มขึ้นมาจากพื้น แล้วจัดการสะบัดคลุมปิดร่างแน่งน้อยที่กำลังทำให้ใจของมัน สั่น

แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าแสนแสบ มีหรือที่เจ้ากระต่ายจะยอมนอนนิ่งๆ มันถีบผ้าห่มให้หลุดออกจากตัวอีกครั้งด้วยความรำคาญ ท่อนแขนเล็กเหวี่ยงปัดป่ายไปทั่วอย่างไม่พอใจ ร้อนถึงเจ้าเสือต้องก้มลงไปหยิบขึ้นมาคลุมทับให้มันใหม่

แต่ก็ลงอีหรอบเดิม 

"อือ! ไม่เอา มันร้อน"

เจ้ากระต่ายถีบสะบัดผ้าห่มออกจากตัวอีกครั้งจนได้ เจ้าเสือเลยได้แต่พ่นลมหายใจออกมาอย่างปลงตก เพราะแม้แต่ตอนละเมอ เจ้ากระต่ายแสนรั้นก็ยังไม่ทิ้งลายความดื้อดึง!

"นอนดีๆ อยากเป็นหวัดหรือไง" เจ้าเสือดุ มือใหญ่เตรียมคว้าเอาผ้าห่มกลับขึ้นมาบนเตียง แต่จังหวะที่กำลังจะเงยหน้าขึ้นมาจากพื้นนั่นเอง จู่ๆท่อนแขนเล็กก็ตวัดรัดคอมันอย่างแรง ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ของเจ้าเสือเสียหลัก มันพยายามทรงตัว แต่สุดท้ายร่างใหญ่หนาของเจ้าเสือบ้านไร่ก็มีอันต้องหล่นโครมลงไปบนเตียงกว้าง "ให้ตายเถอะ ดรา--!" 

ปั่ก!

ครั้นพอจะพยายามหยัดตัวลุกขึ้นยืน ท่อนขาของเจ้ากระต่ายตัวน้อยก็ฟาด ปั่ก เข้าให้ที่สะโพกของเจ้าเสืออีกครั้ง เจ้าเสือเลยต้องกัดฟันเพื่อระงับอารมณ์โมโห เพิ่งจะมารู้ความจริงเอาก็วันนี้เอง ว่าเจ้ากระต่ายของเขาน่ะ

ตอนตื่นก็ว่าร้ายแล้ว แต่ตอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวนี่ ยิ่งร้ายกว่าหลายเท่าตัว!

เจ้าเสือพยายามยกท่อนขาเล็กๆแต่แรงเยอะใช่เล่นนั้นออกจากเอว แต่พอยกขาออก แขนก็ฟาดป้าบเข้ามาแทนที่ สุดท้ายเจ้าเสือเลยจนใจ ยอมทิ้งตัวลงมานอนเป็นหมอนข้างให้เจ้ากระต่ายได้รุมสะกำตามสบาย  

พอมีหมอนข้างอุ่นๆให้กอด เจ้ากระต่ายก็หลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข  

ใช่ เจ้ากระต่ายน่ะเป็นสุข
แต่เขานี่สิ จะอยู่เป็นสุขได้ยังไงกัน!

เส้นอันตราย ที่ ลุค พอลล็อค ขีดห้ามเขาไว้เริ่มเลือนลางตามระยะห่างที่เจ้ากระต่ายพยายามเบียดกายเข้าหา ปลายจมูกเล็กแสนรั้นนั้นก็คลอเคลียอยู่ไม่ห่าง ริมฝีปากที่แดงฉ่ำตามธรรมชาติก็กำลังเผยออกจากกันน้อยๆเพื่อระบายลมหายใจ 

พระเจ้า... 

ปีนี้ยุนโฮอายุครบสิบแปด นี่คือช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ และถึงแม้ยุนโฮจะเติบโตขึ้นมาในไร่ อีกทั้งยังถูกเลี้ยงดูมากับความคิดที่ค่อนข้างจะหัวโบราณ แต่เขาก็ไม่ได้ไร้เดียงสาเสียจนไม่รู้ว่าการเรียกหาพระเจ้าในเวลานี้ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมาเลย

อพาร์ทเมนท์ทั้งหลังมีแต่พวกเขาสองคน 

หนึ่งไร้สติ ส่วนอีกหนึ่งกำลังตื่นเต็มตา 
หนึ่งน่ารักเหลือทน ส่วนอีกหนึ่ง...ความอดทนกำลังสิ้นสุดลงไป

เจ้ากระต่ายครางรับสัมผัสจากเขาอย่างเผลอไผล เมื่อเจ้าเสือจงใจกัดเล็มลงไปที่ริมฝีปากล่างของมันอย่างหิวโหย เสียงครางเครือที่ลอดตามออกมานั้นช่างยั่วเย้าสิ้นดี ทำเอาสติของเจ้าเสือแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง มันกลืนกินริมฝีปากบน มันครอบครองริมฝีปากล่าง อีกทั้งมุมปากทั้งสองข้างของเจ้ากระต่ายอย่างยากจะยับยั้งชั่งใจ

เจ้าเสือกำลังกระโจมข้ามเส้นอันตรายที่ขีดกั้นไว้ระหว่างคำว่า "ศีลธรรม" และ "อารมณ์

มันพลิกขึ้นคร่อมเหยื่อตัวน้อยที่ตอบรับสัมผัสจากมันอย่างน่ารักเดียงสา เจ้ากระต่ายเอียงดวงหน้า ปรับองศา และปล่อยให้ปลายลิ้นของเจ้าเสือได้ตักตวงความคิดถึงจากมันไปจนกว่าจะพอใจ มือน้อยของเจ้ากระต่ายยกขึ้นสางแทรกเข้าไปในกลุ่มผมหนาของเจ้าเสือโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เปลือกตาของมันยังคงปิดสนิทราวตกอยู่ในห้วงฝัน 

ริมฝีปากพวกเขาแนบประกบกันอย่างไม่กลัวว่าจะขาดอากาศหายใจ 

"คิดถึง..." 

เจ้ากระต่ายพรอดออกมาเมื่อริมฝีปากเป็นอิสระ ผิวเนื้อตรงลำคอที่กำลังถูกเจ้าเสือขบกัดนั้น สร้างความร้อนผ่าวเหมือนกำลังถูกไฟจี้จนเผาไหม้ เจ้าเสือจูบพรมไปทั่วผิวเนื้อตรงบ่าของเจ้ากระต่ายอย่างไม่รู้จักอิ่ม มันเหวี่ยงกระชากผ้าห่มผืนหนาที่เกะกะขวางทางให้ลอยหล่นไปนอนกองอยู่ข้างเตียง

"ดราเซีย" เสียงนั้นเหมือนดังมาจากที่แสนไกล ปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลค่อยๆขยับเปลือกตา "จะใจร้ายไม่ยอมลืมตาขึ้นมองหน้าฉันหน่อยเลยหรือไง หืม"

เมื่อถูกออดอ้อนแกมบังคับ เจ้ากระต่ายเลยฝืนลืมเปิดเปลือกตา

และสิ่งแรกที่เห็น คือนัยน์ตาฉ่ำน้ำที่แสนคิดถึง นัยน์ตาที่เป็นสีเข้มราวกับหยดหมึกซึ่งกำลังเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ที่ทำเอาคนมองหน้าร้อนผะผ่าว หากพอคิดจะเบนดวงหน้าหนี เจ้าเสือก็ดันรู้ทัน ปลายคางมนของเจ้ากระต่ายตัวน้อยจึงถูกนิ้วมือสากของเจ้าเสือจับยึดไว้มั่น ก่อนจะตามมาด้วยบทลงโทษที่ทำเอาหัวใจดวงเล็กของมันสั่นสะท้านราวกับลูกนกตกน้ำ 

เจ้าเสือจูบมันอีกครั้ง
หากจูบครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน เพราะมันคือจูบที่กำลังนำพาให้ทั้งคู่ถลำลึกลงไปในบ่อลึกของอารมณ์

"ฝันสินะ" คำพูดพรอดที่หลุดออกมาจากริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มซึ่งกำลังแดงช้ำจนน่ามองนั้น ทำเอาเจ้าเสือชะงักฝ่ามือที่กำลังสอดลึกไปใต้เนื้อผ้า 

"ทำไมถึงคิดว่ามันเป็นฝัน" เจ้าเสือถามกลับอย่างหวาดหวั่นในคำตอบ 

"ก็ถ้ามันเป็นความจริง" เจ้ากระต่ายเงยดวงหน้าที่กำลังแดงก่ำเพราะห้วงอารมณ์หวามไหวขึ้นมองเจ้าเสือ "นายคงไม่ทำแบบนี้กับฉันหรอก"

"ทำไมถึงคิดว่าฉันจะไม่ทำ" เจ้าเสือกัดฟัน มันพยายามระงับอารมณ์ที่กำลังโหมกระพือให้หมอดดับ "ทำไม ดราเซีย" 

"เพราะนายจะรู้ว่ามันผิด" คำตอบนั้นเรียกรอยยิ้มขมขื่นให้เกิดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาคมคาย "เพราะกรัมปี้ในความเป็นจริงของฉันน่ะ จะไม่มีวันเอาอารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ แล้วทำให้คนรอบข้างต้องมานั่งเสียใจกับการกระทำของเขาหรอก" เจ้ากระต่ายยิ้มน่ารัก "เพราะกรัมปี้ของฉันน่ะ ห่วงความรู้สึกของคนอื่นก่อนตัวเองเสมอนี่นา และฉันก็ชอบที่เขาเป็นแบบนั้นเอามากๆเลย"

"สาบานสิ ว่าที่พูดอยู่นี่กำลังละเมอ" เจ้าเสือจ้องลึกไปในดวงตากลมโตของเจ้ากระต่ายร้อยเล่ห์ "สาบานว่าตอนนี้นายยังคิดว่าแค่ฝันไป"

"ถ้าฝันดีแบบนี้ต่อไปได้ก็คงจะดี" เจ้ากระต่ายยิ้ม มันยกมือลูบใบหน้าของเจ้าเสือ "ฝันดี จนฉันไม่อยากตื่น" 

พอได้รับคำตอบกระจ่างชัดแบบนั้น เจ้าเสือก็เลยได้แต่ระบายลมหายใจออกมา มันหลับตา พยายามข่มอารมณ์ร้อนรุ่มที่เต้นระริกไปทั่วทั้งสรรพางค์กายให้หมอดดับลงไปทีละส่วน แต่เจ้ากระต่ายตัวน้อยที่ยังคิดว่าตัวเองละเมอฝันดีอยู่นั้น ก็ไม่ได้ช่วยให้ความร่วมมือกับมันเลย  

ยิ่งโดยเฉพาะไอ้ประโยคคำพูดเก่งกล้าที่หลุดตามออกมานี่ยิ่งแล้วใหญ่

"มันจะ เจ็บ ไหมอ่ะ กรัมปี้" ไม่พูดเปล่า ยังกะพริบตาอ้อนเขาอีก "ครั้งแรกมันจะเจ็บมากไหม ฉันกลัว"

"กลัวฉันจะทำให้เจ็บหรือไง" เจ้าเสือแกล้งถามกลับ หากคำพูดที่ตอกกลับมาอย่างใสซื่อของเจ้ากระต่ายนั้น ทำเอาเจ้าเสือถึงกับชะงัก  

มันรู้สึกมึนงง เหมือนโดนค้อนปอนด์ทุบเข้าให้ที่ท้ายทอยอย่างจัง

"เปล่า" เจ้ากระต่ายอมลม ส่ายหน้าเป็นพัลละวัน "ฉันกลัวทำนายเจ็บต่างหาก"

"ให้ตาย..." เจ้าเสือไม่รู้จะรู้สึกยังไงดี ใจหนึ่งก็อยากหัวเราะ หากอีกใจหนึ่งก็หัวเราะไม่ออก นี่เจ้ากระต่ายมันไปเอาความกล้ามาจากที่ไหน ถึงได้คิดเองเออเองว่าจะเป็นฝ่ายทำให้เขาเจ็บได้ "พลิกฉันให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องเจ็บ" 

เจ้าเสือระบายลมหายใจ มันตัดสินใจพลิกตัวกลับลงมานอนบนเตียง แล้วตวัดรวบร่างแน่งน้อยเข้าสู่อ้อมกอด ข่มอารมณ์ลุกโชนที่กำลังเผาไหม้สติยั้งคิดให้หมอดดับ

"ไม่ทำ...หรอ" เจ้ากระต่ายถาม พลางช้อนนัยน์ตากลมโตที่แฝงไว้ด้วยแววความผิดหวังปนโล่งใจขึ้นมองสบเขา 

"ก็นายบอกเป็นฝันดี" ยุนโฮอุทิศแขนข้างหนึ่งให้เจ้ากระต่ายหนุนต่างหมอน ส่วนอีกข้างก็ควานหาผ้าห้มผืนหนาให้กลับมาคลุมทับร่างของพวกเขาไว้ "และฉันก็ไม่อยากให้ฝันดี กลายเป็นฝันร้ายเมื่อนายตื่น"

"ไม่ใช่เพราะว่า..." เจ้ากระต่ายก้มหน้างุดลงไปกับอกเจ้าเสือ มันบ่นขมุบขมิบอย่างขลาดเขิน "ฉันไม่น่ารักพอให้นายรู้สึกแบบนั้นใช่ไหม"

เจ้าเสือหัวเราะฮึในลำคอ "ถ้านายรู้ว่าตอนนี้ฉันอึดอัดแค่ไหน นายจะไม่พูดแบบนั้นกับฉันแน่ ดราเซีย"

คำตอบแฝงความนัยที่รู้กันนั้นทำเอาเจ้ากระต่ายหน้าแดงก่ำลามไปถึงลำคอ เจ้ากระต่ายตัวน้อยค่อยๆทำใจกล้ายกแขนเล็กขึ้นโอบตอบบนเอวผายของเจ้าเสือ ไม่มีที่ไหนที่จะทำให้มันหลับอย่างเป็นสุขได้เท่าที่แห่งนี้ ที่ๆเจ้ากระต่ายรู้ว่าจะไม่มีอันตรายใดๆมาทำร้ายมันได้

เพราะกรัมปี้คงไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้น 

"นอนเถอะ ดราเซีย" เสียงนั้นเหมือนบทเพลงเห่กล่อม เสียงที่ดังขึ้นพร้อมจุมพิตสุดท้ายที่กดแนบสนิทลงตรงหน้าผากนวล จุมพิตอ่อนโยนที่ดึงนำเจ้ากระต่ายตัวน้อยให้เดินกลับสู่ห้วงนิทราลึก พร้อมรอยยิ้มที่ติดแต้มตรงมุมปาก

รอยยิ้มที่เจ้าเสือคงไม่วันรู้ 
ไม่มีวันรู้ว่ามันคือรอยยิ้มของคนที่ ตื่นเต็มตา ตั้งแต่จูบแรกของเราบนเตียงแล้ว

หวังว่านายจะฝันดีเหมือนกันนะ กรัมปี้

นั่นคือห้วงความคิดสุดท้าย ก่อนที่ทั้งคู่จะคล้อยหลับไป
คล้อยหลับไปโดยไม่รู้เลยว่า "ฝันร้าย" ที่แท้จริง กำลังรอคอยพวกเขาอยู่


ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมานั่นเอง!

 

 

TBC.

  

 THEME SONG | Angel on My Shoulder : The Cascades  


Wished on all the stars above me
And I caught the nearest rainbow
Gonna find someone to love me
Gonna find someone to love...
 

Comment

Comment:

Tweet

ฟินสุดไรสุด 555 โอ้ย ทำไมมันหน่วงงี้น้อ 

จะรักกันได้ไหม 

#10 By cassio (171.4.249.101) on 2015-11-03 17:41

เป็นตอนที่น่ารักมาก หวานมาก ฟินมาก >///< แต่พออ่านจบตอนก็กังวลมาก ไม่อยากให้กรัมปี้กับสโนว์ตื่นจากฝันดีมาเจอกับฝันร้ายเลย angry smile
เอาใจช่วยทั้งสองคนน้า ยังไงก็ต้องจับมือผ่านสิ่งร้ายๆ ไปให้ได้นะ
น้องซินก็สู้ๆ นะจ๊ะ

#9 By Jibbie~^^ (58.8.1.19|58.8.1.19) on 2015-07-29 17:33

เขินง่าาาาา เขินๆๆๆๆ น่ารักมากเลยค่ะชอบมากกกกกกก ไม่อยากให้ TBC. เลยค่ะคุณซิน รอคอยตอนต่อไปนะคะ >____<
ปล. ฝันร้ายที่แท้จริงทำเอาความฟินหดไปเกือบครึ่ง ฮรืออออ หวังว่าฝันร้ายจะกลายเป็นดีนะคะ TT

#8 By Herotic (171.4.248.234|171.4.248.234) on 2015-06-27 14:21

อ่านแล้วยิ้มไม่หุบเลยค่ะ สวีทหวานซะน้ำตาลจะขึ้นจอ55555 สโนว์ก็น่าจะยอมๆ กรัมปื้ไปเถอะ...ถ้าเป็นเค้านะฮึๆๆๆๆๆๆ โอ้ยอิจฉา

#7 By Igirl (27.55.26.239|27.55.26.239) on 2015-06-23 15:24

โอ้ยย ตอนนี้น่ารักมาเลยค่ะพี่ซิน แจจะงถีบผ้าห่มแต่คนอ่านทึ้งผ้าห่มจนจะขาดแล้ววววว ตอนนี้หวานแบบจัดเต็มมากๆหวานจนกลัวตอนถัดไปเลย เอาใจช่วยกรัมปี้กับสโนวสุดใจ อยากรู้ว่าสโนวพูดไรกับกรัมปี้บนชิงช้าสวรรค์มากๆ พี่ซินจะเอาเรื่องนี้มาขยายไหมคะ ;-;

#6 By (1.47.106.69|1.47.106.69) on 2015-06-07 22:47

ชอบตอนนี้มากเลยค่ะพี่ซินนน แอบอมยิ้มปนขำตั้งแต่บนรถแวน
กระต่ายน้อยจอมซนต้องเจอเสือหนุ่มของเราเนี่ยแหละถึงจะเอาอยู่!
น่ารักมากจริงๆค่ะ ยิ่งฉากบนเตียงนี่จิกเท้า กัดปาก ลุ้นจนตัวโก่ง
ฝันที่น่าอิจฉาสุดๆ ต่อให้ฝันร้ายอีกกรัมปี้ก็ช่วยอยู่แล้วล่ะเนอะ
ว่าแต่ว่า...จะเจ็บรึไม่เจ็บ ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกนะสโนวววว อิ_อิ

#5 By beauxjae (110.171.164.58|110.171.164.58) on 2015-06-06 22:33

ตอนนี้อบอุ่นมากเลยค่ะ ฮืออออออ
กรัมปี้คงอึดอัดมากสินะ 555555555 อ่านไปลุ้นไป (เหมือนตอนก่อนๆ เลยค่ะ แฮ่! ;D)
ชอบที่ลุคทำหน้าที่เหมือนพ่อห่วงลูกจริงๆ น่ารักมากค่ะ!
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย เอาใจช่วยทั้งสโนว์และกรัมปี้เลยนะคะ ฝั่นร้ายยังไงก็ต้องมีวันจบน่ะแหละ

#4 By U-Ro (171.96.240.117|171.96.240.117) on 2015-06-06 19:31

เต็มอิ่มมากถึงมากที่สุดเลยค่ะพี่ซิน ฮืออออ อ่านไปก็กัดปากไป อิจฉาเขาไปทั่วค่ะงานนี้ 555
อ่านจบ 2 รอบถ้วนแล้วถึงมาคอมเม้นท์ได้ค่ะ ฮ่าาา คาดว่าจะมีรอบที่ 3 4 5 ไปเรื่อยๆแน่เลย
ตอนนี้หวานหยดมาก ทั้งหวานทั้งขมปนกันไป ขออย่าให้ฝันร้ายนั้นร้ายมากเลยน้า
จะได้ทำฝันดีให้กลายเป็นจริงกันซักที XD สงสารกรัมปี้มากเลยค่ะ คงต้องข่มร่างหนักน่าดูเลย

#3 By MiracleXA (171.4.248.241|171.4.248.241) on 2015-06-06 14:38

แงๆๆๆ ควรจะดีใจหรือเสียใจดี

มีกรัมปี้อยู่ ไม่มีใครทำอะไรสโนว์ได้หรอก


มาต่อไวๆนะคะ

#2 By Kimjaejoongf (27.55.132.99|27.55.132.99) on 2015-06-06 13:29

"คนเขาเป็นห่วง เขาถึงมาหา ..."
ประโยคนี้โง่ยยยยยยยยยยยมากเลยค่าาา >///[]///<)~
แต่พออ่านมาจนถึง "ฝันสินะ" ตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไป
ค่อยๆ อ่านสุดๆ เลยค่ะแทบจะสะกดคำต่อคำเลยพี่ซิน
กลัวอ่านไวไปแล้วจะเจอ TBC. 55555555555555555
นี่กลับไปกลับมาอ่านซำ้ๆ อีกแล้ว เขินมากกกกกกกกกก 
กรัมปี้คนบ้า บ้าๆๆๆๆ บ้าที่สุด!

#1 By #TeamSnowB (171.7.19.120|171.7.19.120) on 2015-06-06 13:26