Let it be me (21)

posted on 18 Aug 2015 22:41 by junk-time in LetItBeMe
 
 
 
❉  ❉  ❉  ❉
 
 
 
 
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... เส้นทางของฮีโร่ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ขนาด สตีฟ ร็อซโซ่ ก็ยังต้องผ่านช่วงเวลาอันน่าอับอายตั้งมากตั้งมาย กว่าจะได้กลายร่างมาเป็น "กัปตันอเมริกาโน่" (ผู้ซึ่งมีกล้ามแขนโตยิ่งกว่าหัวของแบล็ค วินโดว์) อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน แล้วไหนจะยังปีเตอร์ มาร์คเกอร์ อีก คุณก็รู้ว่าเขาต้องเสียสละอะไรไปบ้างกว่าจะได้กลายร่างมาเป็น "สไลเดอร์แมน" ที่สามารถลื่นไถลไปทั่วทั้งนิวยอร์กได้อย่างที่เห็น

ฮีโร่ทุกคนย่อมต้องประสบกับโศกนาฎกรรมในชีวิตมาด้วยกันทั้งนั้น แต่จะมากหรือจะน้อย ก็ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับโชคชะตา หรือไม่ก็จากปลายปากกาของพระเจ้าจะลากพาไป ซึ่งเห็นได้ชัดว่าพระเจ้าและโชคชะตานั้นรักใคร่แจจุงยิ่งกว่าอะไรดี ไม่อย่างนั้น ปฐมบทการรับบทเป็นฮีโร่ครั้งแรกของเขาจะประสบความสำเร็จ ไม่มีชิ้นดี อย่างที่เห็นนี่หรือ

แจจุงไม่เข้าใจจริงๆนะ เขาถูกยิง สุดแสนจะเจ็บ! แต่ทุกคนที่พากันมาเยี่ยม ต่างทำหน้ากลั้นยิ้มราวกับเห็นแจจุงเป็นตัวตลกในคณะละครสัตว์ไปได้

ขำตรงไหนไม่ทราบ! ไม่เคยเห็นคนถูกยิงหรือไง
ถูกยิงน่ะ ถูกยิง ขึ้นชื่อว่าถูกยิง ไม่ว่าจะโดนตรงไหนมันก็เจ็บพอกันล่ะน่า!

"หมอได้บอกหรือเปล่า"

"เรื่องอะไร"

"ก็เรื่องที่ว่านายจะต้องนั่งตะแคง นอนตะแคง แล้วก็ต้องเดินเขย่งๆ ด้วยท่าทางประหลาดๆ แบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่"

อลิเซีย แกรนต์ ที่อุตส่าห์ลางานแล้วบินด่วนจากนิวยอร์กเพื่อมา (ถากถาง) เยี่ยมเขาโดยเฉพาะ เงยหน้าขึ้นจากนิตยสารคอสโม่ปักษ์ล่าสุด ที่มีพ่อทูนหัวสุดสวาทขาดใจดิ้นของเจ้าหล่อนขึ้นปก เธอนั่งอยู่ปลายเตียงเขา พลางทอดมองแจจุงด้วยสายตาสงสารแกมสมเพชอย่างไม่มีปิดบัง

"อีกสองอาทิตย์มั้ง" แจจุงตอบเนือยๆ จนอลิเซียเองยังตกใจ

เพราะหากเป็นเมื่อก่อน แจจุงคงต้องลุกขึ้นมาอาละวาด แล้วเอาคืนเธออย่างสมน้ำสมเนื้อด้วยคำพูดที่เจ็บแสบพอๆกันไปแล้ว แต่ตอนนี้แจจุงหมดอาลัยตายอยาก มีหลายเหตุผลที่ทำให้เขามีสภาพแบบนี้ แบบไหนน่ะหรือ ก็แบบที่นอนเปื่อยๆเหมือนผักเหี่ยวๆบนชั้นวางของลดราคาในซูเปอร์มาร์เก็ตน่ะสิ

"ฉันว่านายอาการหนักแล้วนะ เพื่อนรัก" อลิเซียถอนหายใจ เธอโยนนิตยสารลงข้างตัว "และถ้าให้ฉันเดา มันไม่น่าจะใช่อาการที่เกิดจากแผลเย็บสี่เข็มที่ปาก เกือบสิบเข็มที่หน้าผาก และอีกหลายเข็มที่--"

"โอ พระเจ้า! อย่านะ! อย่าแม้แต่จะพูดออกมาเชียวนะ ลิซซี่" แจจุงขู่ฟ่อ เขารีบตวัดสายตาเขียวปั้ดกลับไปมองเพื่อนสนิทซี้ย่ำปึ้กของตน "เธอสาบานกับฉันแล้วนี่ว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก เธอบอกว่าถ้าฉันยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง เธอจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้ ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารไทม์ส อัสวิคลี่ พีเพิล ฮอลลีวูดก็อซซิบ หรือแม้กระทั่งรายการเฮเลน โชว์จะมาติดต่อขอสัมภาษณ์ เธอก็จะทำเชิดหน้า และตอบปฎิเสธเขาไป"

"แล้วฉันได้พูดให้ใครฟังหรือยังล่ะยะ" อลิเซียกลอกตา เธอดูเหนื่อยหน่ายใจกับอาการขึ้นๆลงๆเหมือนน้ำทะเลของแจจุงเต็มทน "และฉันก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าอาย ก็แค่ถูกยิงที่--"

"อลิเซีย หยุดเลยนะ!"

แจจุงได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัดขัดใจในลำคอ เขาพูดเร็วมากไม่ได้เพราะมีเย็บอยู่ตรงมุมปาก แถมการออกเสียงก็เหมือนเป็ดมากกว่าคนอีก และไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหน้าตาตัวเองเป็นยังไงบ้างตอนนี้ เพราะแม่สั่งทุกคนที่มาเยี่ยมเขา รวมถึงเจ้าหน้าที่พยาบาลทุกคน ว่าห้ามให้แจจุงเข้าใกล้กระจกโดยเด็ดขาด ซึ่งนั่นทำให้แจจุงยิ่งมั่นใจเข้าไปกันใหญ่เลยว่า สภาพของเขาตอนนี้คงเลยพ้นคำว่าดูไม่จืด ไปสู่คำว่าน่าสยดสยองแล้วเป็นแน่แท้

แต่จะบอกอะไรให้นะ ถึงจะไม่มีกระจก แต่แจจุงก็พอจะรู้ได้เองหรอก จากเส้นผมที่เริ่มจับตัวกันเป็นก้อนบนหนังศีรษะ อาการคันยิบๆตามเนื้อตามตัว และจากสายตาทุกคู่ที่มองตรงมาที่เขา แจจุงไม่ได้อาบน้ำมานานมาก นานเกินกว่าสามสัปดาห์ได้แล้วกระมัง หากจะนับตั้งแต่คืนแรกที่ถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัดน่ะนะ
 
เพราะหมอย้ำแล้วย้ำอีกว่าจนกว่าแผลจะหาย ก็ต้องอาศัยเอาผ้าขนหนูมาเช็ดตัวไปก่อน

โอย นั่นยิ่งทำให้แจจุงอยากจะบ้าตาย
ไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนี้แจจุงคิดถึงอ่างแช่ตัวที่อพาร์ทเมนต์ในเวสต์ฮอลลีวูดแค่ไหน

"ถามจริงๆเถอะ" อลิเซียพูด เธอกอดอก จ้องแจจุงเขม็ง อลิเซียมักทำแบบนี้ทุกครั้งเวลาพยายามจะเค้นความลับอะไรสักอย่างออกจากปากของใครสักคน "นายหัวเสียเรื่องอะไรกันแน่ อารมณ์ก็ขึ้นๆลงๆจนใครก็เข้าหน้าไม่ติด ฉันเข้าใจอยู่หรอกนะ ว่านายคงอึดอัดกับสภาพที่ต้องนอนเปื่อยเป็นผักอยู่บนเตียงแบบนี้ แต่อีกไม่กี่วันหมอก็จะให้นายออกจากโรงพยาบาลอยู่แล้วนี่ ถ้าผลสแกนสมองรอบสองเป็นปกติ แล้วอีกอย่างนะ"

อลิซเว้นวรรคคำพูด เพื่อนซี้ของแจจุงเหลือบสายตามองไปที่ประตู เพื่อให้แน่ใจว่ามันปิดสนิทดีแล้ว และจะไม่มีใครเข้ามาได้ยินเรื่องราวที่เธอจะพูดต่อจากนี้

"ฉันไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอะไรให้นายต้องเป็นกังวลอีก" เธอลดเสียงลงเล็กน้อย ตอนที่พูดประโยคถัดมา "จู๊ด ฮาร์-
โรวด์ก็ตายไปแล้ว ส่วนเคร็ก ดาเมียนก็กำลังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นอุทธรณ์ต่อศาล เขาอาจโดนข้อหาฆ่าคนตายก็จริง แต่ผู้ใหญ่ในวงการเพลงหลายคนก็พยายามจะยื่นมือเข้าไปช่วยเป็นธุระจัดการให้เขาอยู่ เห็นลุคบอกว่าตอนนี้คุณจอช ลอสแมนท์เอง ก็รับอาสาเป็นหัวเรือใหญ่ในการหาทนายฝีมือดีมาดูแลเรื่องนี้ให้เคร็กเชียวนะ ถึงแม้การช่วยเหลือครั้งนี้ของคุณลอสแมนท์จะหวังผลอยู่ลึกๆก็เถอะ แต่ก็ต้องเข้าใจเขาล่ะ เพราะพวกผู้บริหารของโซอี้เองก็คงอยากให้เรื่องนี้จบเร็วๆ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะได้ไม่มีใครขุดคุ้ยและโยงเรื่องนี้มาถึงนายได้ เข้าตำราปัดงูก็ต้องปัดให้พ้นคอไปไกลๆนั่นล่ะ ก็อย่างว่าล่ะนะ สโนว์ บี เป็นสินค้าเกรดเอบวกของบริษัทเขาเลยนี่ ถ้าขืนสินค้าชิ้นนี้มีตำหนิขึ้นมาเมื่อไหร่ โซอี้ก็คงเจ๊งป๋งหมดท่าเมื่ือนั้น" แต่แล้วจู่ๆอลิเซียก็หยุดพูด "เฮ้ นี่! นายฟังฉันอยู่หรือเปล่าน่ะ"


"ฟังสิ" พอถูกถามด้วยน้ำเสียงข่มขู่แบบนั้น แจจุงก็เลยต้องรีบเออๆออๆ พยักหน้าหงึกงักอยู่กับหมอนเพื่อกันไม่ให้อลิเซียปรี๊ดแตก

อลิเซียไม่ชอบให้ใครมาปัดความสนใจระหว่างที่เธอพูดน่ะ เธอเป็นแบบนี้ตั้งแต่ช่วงไฮสคูลแล้ว ในฐานะของประธานชมรมโต้วาที เธอเคยเกือบจะยกโพเดียมทุ่มใส่นักเรียนชายคนหนึ่งที่หันไปแลกลิ้นกับแฟนสาว ขณะที่เธอกำลังอภิปรายโต้แย้ง ในหัวข้อเรื่อง "การที่สหรัฐอเมริกาชอบเข้าไปแทรกแซงระบบเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนานั้น เป็นสิ่งที่ถูกที่ควรหรือไม่"

แต่ไม่ว่าสิ่งที่สหรัฐอเมริกาทำนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรหรือไม่ แต่สิ่งที่อลิเซียทำต่อเด็กผู้ชายคนนั้น ก็ได้กลายเป็นภาพติดตาแจจุงมาจนถึงทุกวันนี้

และแน่นอน แจจุงไม่นึกพิศวาสอยากจะเพิ่มรอยแผลบนหน้าตัวเองให้สยดสยองมากกว่าที่เป็นอยู่นี่หรอก

"แต่เห็นทีงานนี้คงต้องขอบคุณความฉลาดแกมโกงของแทด ฮาเก็น นั่นล่ะนะ" อลิเซียเริ่มพูดต่อ "นี่ถ้าหมอนั่นไม่ตัดสินใจเอาแผ่นซีดีเปล่าให้จู๊ดไปนะ เรื่องคงไม่จบง่ายๆแบบนี้หรอก ก็นี่ล่ะหนา เขาถึงบอกไง ว่าโจรสองคนร่วมมือกันไม่ได้หรอก เพราะเห็นธาตุแท้กันหมด ตาแทดนั่นก็คงเห็นแล้วล่ะว่า ถ้าให้ซีดีแผ่นจริงกับจู๊ดไป ตัวเขาก็ไม่ได้อะไรเลย เผลอๆอาจจะถูกจู๊ดหลอกตลบหลังแล้วโยนความผิดมาให้อีก สู้เขาเก็บไว้ขายให้กับสื่อเองไม่ดีกว่าหรอ กำไรเนาะๆ อย่างน้อยก็น่าจะคุ้มกับการเสี่ยงถูกจับ"
 
อลิเซียเริ่มติดลมบน เธอเริ่มออกท่าออกทางประกอบการเล่า
 
"แต่ไงล่ะ สุดท้ายเขาก็ถูกจับ แถมยังถูกพ่อฝาแฝดลูคัส ทิล อัดซะเละ แถมยังหักซีดีพวกนั้นทิ้งซะเรียบอีก! และนี่ถ้าพ่อน้องชายของนาย จะไม่ดันไปหลงกลเชื่อคำพูดของแทดเข้าให้เสียก่อนนะ เรื่องนี้ก็คงจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งไปนานแล้ว แต่พูดก็พูดเถอะ จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะไอ้เจ้าแทดนี่ก็ฉลาดแกมโกงเหลือเกิน พอเห็นจวนตัวจะถูกจับได้ ก็เลยรีบพลิกลิ้นโยนความผิดไปให้จู๊ดแทนซะเลยว่า ซีดีที่อยู่กับหมอนั่นต่างหากล่ะ คือซีดีแผ่นจริง ส่วนของที่อยู่กับมันน่ะ แผ่นเปล่า ทีนี้ก็ดันโป๊ะเชะ เข้าตามแผนของจู๊ดพอดีเลยน่ะสิ พอจู๊ดโทรมาขู่น้องชายนาย เขาก็เลยตกหลุมพรางมัน คิดแล้วก็ยังเจ็บใจไม่หาย" อลิเซียกำมือแล้วทุบลงกับเตียง "นี่ถ้าตำรวจเค้นความจริงออกจากปากแทด ฮาเก็น ได้เร็วกว่านี้สักหน่อยนะ เรื่องก็คงไม่ลงเอยแบบนี้หรอก"

อลิเซียยังคงเล่าต่อไปอย่างออกรสออกชาติ เธอเล่าเลยไปจนถึงเรื่องที่ว่าญาติห่างๆของคุณจอห์นนี่ ฮาวด์ ทำอย่างไรบ้างกับศพของจู๊ด ฮาร์โรวด์ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่ยอมรับ แถมยังปฎิเสธหัวชนฝาที่จะให้นำร่างของจู๊ดมาฝังในพื้นที่สุสานของตระกูลฮาวด์อีก

"ซึ่งจนกระทั่งถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครไปเซ็นรับรองขอศพของจู๊ดออกมาทำพิธีกรรมตามศาสนาเลยสักคนเดียวนะ" อลิเซียพูดพลางส่ายหน้า เธอเลิกกอดอกแล้ว ซึ่งนั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าการอภิปรายของเธอกำลังจะจบลง

อลิเซียเป็นคนแรกที่ยอมเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับจู๊ดให้แจจุงฟัง เพราะดูเหมือนว่า นอกเหนือจากเรื่องกระจกแล้ว คุณนายอันนาน่าจะสั่งห้ามทุกคนไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้อีกด้วย เรื่องที่เธอคิดเองเออเองว่า มันอาจจะเป็นเรื่องที่ 'เจ็บปวดเกินกว่า' ที่แจจุงจะรับไว้

เจ็บปวดตรงไหน!

จะบอกอะไรให้นะ เรื่องเดียวที่จู๊ด ฮาร์โรวด์ สามารถทำให้แจจุงเจ็บปวดได้ ก็คือบรรดารอยฟกช้ำ กับแผลเย็บต่างๆตามร่างกายเขานี่ต่างหากล่ะ ซึ่งล้วนแล้วแต่ก็เป็นฝีมือของพ่อเจ้าประคุณรุนช่องแทบทั้งสิ้น แจจุงพยายามจะอโหสิกรรมให้เขาอยู่หรอกนะ แต่พอนึกถึงแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ ตรงนั้น ขึ้นมาทีไร แจจุงก็อดจะโกรธเป็นฝืนเป็นไฟขึ้นมาไม่ได้เสียทุกที

"ว่าแต่ นั่นของใครน่ะ" จู่ๆอลิเซียก็เปลี่ยนเรื่อง เธอชี้ไปที่ดอกไม้ช่อใหญ่ซึ่งวางอยู่ตรงขอบหน้าต่าง "ดอกอะไรน่ะ ฉันไม่เคยเห็นเลย สวยดี อย่างกับหิมะแน่ะ"

นี่ต่างหากล่ะ เรื่อง 'เจ็บปวดเกินกว่า' ที่เขาจะรับไหวของจริง

แจจุงคิดว่ามันน่าจะดีขึ้นแล้วนะ เขาหมายถึงอาการเจ็บแปล็บที่มักจะแล่นพล่านไปทั่วตัว ทุกครั้งที่ต้องคิดถึง เจ้าของช่อดอก ฟิปปี้ ช่อนั้น

ช่อดอกไม้ที่ไม่ได้ห่อไว้ด้วยกระดาษสีสวย ไม่มีการจัดวางหรือประดับตกแต่งใดๆให้ดูหรูหรา มันก็เป็นแค่ช่อดอกไม้ธรรมดาๆที่ผูกมัดรวมกันไว้ด้วยเชือกป่านสีจืดๆ ช่อดอกไม้ที่แจจุงมองทีไรก็ให้นึกน้อยใจ เสียใจ จนบางครั้งก็กลายเป็นความโมโหขึ้นมาเสียทุกครั้งที่เห็น แจจุงคิดจะเหวี่ยงมันทิ้งลงถังขยะไปตั้งหลายรอบแล้วนะ แต่สุดท้าย ก็ได้แต่เดินกะโผลกกะเผลกกลับไปเก็บมันขึ้นมาตั้งวางไว้ที่เดิมทุกที

พอลกับแบรดลีย์เป็นคนเอามันมาให้แจจุงเมื่อสองวันก่อน ตอนที่พวกเขามาบอกลา เพื่อที่จะบินกลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย วันนั้น ทั้งคู่ไม่ได้บอกแจจุงหรอก ว่าดอกฟิปปี้ช่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร อาจเป็นเพราะตอนนั้น มีทั้งแม่และก็คุณบิลลี่อยู่ในห้องด้วยกระมัง พวกเขาก็เลยไม่กล้าพูด 'ชื่อต้องห้าม' นั้นออกมา

ความสัมพันธ์ของพ่อลูกแซ็คเคอรี่ยังคงไม่ลงรอยกันเท่าไหร่ เห็นได้ชัดจากอาการของแบรดลีย์จอมโอเว่อร์ ที่พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพ่อของตัวเองทุกวิถีทาง เขามักจะรีบวิ่งหนีไปยืนหลบอยู่ด้านหลังพอลทุกครั้งที่เห็นหนวดคุณบิลลี่กระตุก หรือไม่ก็ทุกครั้งที่เห็นมือหนาใหญ่ของเจ้าของฟาร์มจูลี่ แอนด์ จูเลียน่า ขยับขึ้นสูงเพื่อจะโบกลงมาที่หัวเกรียนๆของเขา

หลังจากนั้น แบรดลีย์ก็จะแกล้งทำเป็นยืนตัวสั่นงนงก เขาจะแสร้งทำปากเบะ กะพริบตาปริบๆ จนสุดท้ายคุณบิลลี่ก็อดใจไม่ไหว ต้องเดินตรงปรี่เข้ามามอบรางวัลให้ลูกชายคนรองถึงหน้าผากดัง ป้าบ! ทุกที

ซึ่งนั่นอาจจะถือเป็นวิธีการง้อขอโทษคนเป็นพ่อของลูกชายอย่างแบรดลีย์ก็ได้กระมัง
วิธีการที่มองยังไงก็น่ากระทืบ มากกว่าน่ารัก

ส่วนพอลคนพี่นั้น ก็มาด้วยมาดนิ่งๆขรึมๆตามแบบฉบับว่าที่นายแพทย์หนุ่มเหมือนเดิม พอลไม่ได้พูดอะไรกับคนเป็นคนพ่อมากนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าคุณบิลลี่น่าจะแพ้ทางลูกชายคนโตอยู่มากโข เพราะก่อนที่ทั้งคู่จะบอกลาแล้วออกจากห้องไป แจจุงยังแอบเห็นคุณบิลลี่ยกแขนขึ้นมาพาดบ่าของพอล แล้วดึงเขามากอดเร็วๆอยู่หนึ่งครั้งเลย

อ้อมกอดที่ใครอีกคนคงไม่เคยได้รับ

คิดขึ้นมาแล้ว แจจุงก็อดน้อยใจแทนใครคนนั้นเสียไม่ได้ หากเป็นเมื่อก่อน แจจุงคงนึกโกรธเคืองคุณบิลลี่ไปแล้วที่รักลูกไม่เท่ากันได้ถึงขนาดนี้ แต่หลังจากเกิดเรื่องคืนนั้นที่สุสาน แจจุงก็ไม่กล้าคิดแบบนั้นอีกเลย เพราะหากสิ่งที่จู๊ดพูดออกมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง คุณบิลลี่ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะเอามาแก้ต่างให้กับความลำเอียงที่ผ่านมาของเขาได้อย่างขาวสะอาด

เขาไม่ใช่รักลูกไม่เท่ากัน แต่เขาอาจจะรักเพียง "ลูกของตัวเอง" เท่านั้นก็ได้

แต่หากตัดเรื่องความเกี่ยวข้องทางสายเลือดทั้งหมดทั้งมวลนั้นออกไป บอกแจจุงหน่อยเถอะ ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นไม่เหมาะสมกับความรักของคุณบิลลี่ที่ตรงไหน เพราะในขณะที่ลูกชายตามสายเลือดทั้งสองคนของเขา ต่างเลือกอนาคตของตนเองนอกเขตรั้วไม้ของราวด์เมเปิ้ล วอลเลย์ ที่ผู้เป็นพ่อสร้างมา แต่กับเด็กผู้ชายอีกคนที่คุณบิลลี่ตั้งแง่ กลับตัดสินใจทิ้งอนาคตที่เขาควรมีเหมือนพี่ชาย เพ