The Chef and I : (Appetizers)

posted on 07 Feb 2016 15:00 by junk-time in ShortFiction
 
 
 
 
 
 
 

 

แจจุงอาจตกหลุมรัก "เจ็มม่า กรีนน์"
ตั้งแต่ตอนที่เธอเอาซอสมะเขือเทศมาป้ายผมเล่น เพราะคิดว่าเป็นเจลแต่งผมของลอริอัล

มันอาจฟังดูชวนร้อง อี๋
แต่ความทรงจำเกี่ยวกับรักครั้งแรกของคนเราย่อมแตกต่างกัน

แจจุงพบเจ็มม่าครั้งแรกตอนอยู่เกรดหนึ่ง เธอคือสาวฮ็อตห้องตรงข้ามที่ชอบพกขวดนมไว้ในกระเป๋ากระโปรง แก้มยุ้ยๆของเธอมักจะเป็นสีแดงสุกปลั่งเหมือนลูกสตรอว์เบอร์รี่ทุกครั้งที่ระเบิดหัวเราะ ฮ่าฮ่า ออกมา แถมพุงกระเพื่อมภายใต้ชุดเอี๊ยมหมีนั่นก็ยิ่งทำให้เธอน่ารักขาดใจ

แจจุงตกหลุมรักเจ็มม่า

เจ็มม่าที่กินเก่งยิ่งกว่าเครื่องบดอาหาร การเฝ้ามองเธอเขมือบแฮมเบอร์เกอร์และพิซซ่าถาดโตลงคอพร้อมๆกันนั้นช่างน่าประทับใจสิ้นดี ความรักในช่วงวัยหวานที่ยังดูดจุกนมจึงเป็นความรักที่ติดแน่นยิ่งกว่ากาวยาฮู

เพราะกระทั่งถึงตอนนี้ แจจุงก็ยังคงตกหลุมรักเจ็มม่า

เจ็มม่าที่กลายร่างจากสาวน้อยตุ้ยนุ้ยในอดีต กลายมาเป็นสาวอวบร่างยักษ์ที่มีแขนใหญ่ยักษ์กว่าขาแจจุง พวกเขากลับมาพบกันอีกครั้งในงานวันวิวาห์ของเธอกับเจ้าบ่าวผิวดำที่เป็นนักบาสเก็ตบอลสังกัดทีมดังอย่างแอลเอ เลกเกอร์ส

อืมฮึ
เธอกำลังแต่งงาน และเขาก็กำลังจะอกหัก

การเฝ้ามองเธอควงแขนอยู่กับชายอื่นที่ไม่ใช่เขา ช่างเป็นเรื่องราวที่เจ็บช้ำยิ่งกว่าการนั่งฟังเพลงของอเดล แจจุงนั่งทำตัวซึมเศร้าเป็นพระเอกมิวสิควิดีโออยู่ที่มุมหนึ่งของโบสถ์ บนเก้าอี้ยาวที่ใช้สำหรับประกอบพิธีตามศาสนา ทั้งคู่กำลังจะสาบานรัก สวมแหวน และมอบจุมพิตให้กัน

แจจุงหลับตา เขาทนมองภาพนั้นไม่ได้
นี่มันทรมานสายตายิ่งกว่าการถูกบังคับให้มองภาพนู้ดของคิม คาร์เดเชี่ยน บนหน้าปกนิตยสารนั่นเสียอีก

และแล้ว รักครั้งแรกของแจจุงก็ปิดฉากลงวันนั้น
ปิดฉากลงพร้อมเสียงดัง ซ่า ที่กระเซ็นขึ้นมาจากพื้นถนน และศรรักปักอกที่อีรอสยิงลงมาจากฟ้า

ใช่
อีรอสแผลง ศรที่สอง ตรงนั้น ตรงหัวมุมถนน เยื้องกับโบสถ์เล็กๆที่เจ็มม่าใช้จัดพิธีแต่งงานของเธอ

มันเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนกำลังพลิกอ่านนิยายชวนฝันโบร่ำโบราณสักเรื่องหนึ่ง นิยายที่มีพระเอกจอมเฮี้ยวขับรถบิ๊กไบค์คันโก้มาโฉบเฉี่ยวใกล้ๆเรา และทำให้ตัวเราเปียกปอนไปด้วยน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาจากพื้นถนน เขาจะแสร้งทำเป็นเศร้าเสียใจ ขอโทษขอโพยเราเป็นการใหญ่ หากแต่ใบหน้าเบื้องใต้หมวกกันน็อคใบเขื่อง มักจะเป็นใบหน้าของซาตานจอมเจ้าชู้ ในคราบของพ่อเทพบุตรผู้แสนดี

เขาบอกว่าคนอกหัก ภูมิต้านทานจะลดต่ำเหมือนคนเป็นไข้ เราจะอ่อนไหวได้ง่ายกับสิ่งเร้าใจ อาทิเช่น รอยยิ้มมุมปาก เสื้อเชิ้ตแบะอก หรือแม้กระทั่งกางเกงยีนส์ลีวายส์ฟิตแน่น

"ผมขอโทษจริงๆนะครับ" แม้กระทั่งสุ้มเสียงทุ้มนุ่มที่เหมือนคัดลอกออกมาจากในแผ่นฟิลม์นี่ก็เช่นกัน "ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำคุณเปียก"

"ไม่เป็นไรครับ" แจจุงบอก ใช้มือลูบหน้า และใช้ปลายนิ้วเกี่ยวทัดเส้นผมที่ชื้นแฉะไปไว้หลังใบหู "ผมซุ่มซ่ามเองล่ะ มัวแต่เดินเหม่อก็เลยไม่ทันได้ระวัง"

"คุณเป็นเพื่อนเจ็มม่าหรือครับ" เขาถาม พยายามชวนคุย "ผมเห็นคุณในงาน พอดีผมเป็นเพื่อนนิค" เขายักไหล่ ชี้นิ้วกลับไปทางโบสถ์ ด้วยท่าทางเหมือนกับพระเอกหนังที่กำลังชี้ทางไปขุมนรกให้คนร้ายดู "ผมหมายถึงนิคกี้ โอนีล เจ้าบ่าวน่ะครับ"

แจจุงพยักหน้า ถอดเสื้อสูทออก หัวสมองกำลังหมุนติ้วๆเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์อันตรายนี้ และถึงแม้คุณจะเป็นพวกที่สอบตกวิชาแคลคูลัสตั้งแต่ชั้นไฮสคูลจนถึงมหาวิทยาลัย แต่พระเจ้าคงไม่ใจร้ายที่จะให้คุณซื่อบื้อไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะกับเรื่องนี้

เรื่องที่คุณกำลัง ถูกจีบ

"ผมขอตัวก่อน" แจจุงบอก พยายามที่ไม่จะไม่เบนสายตาขึ้นไปสบมองตอบเขา เพราะนั่นถือเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ เขารอที่จะสังหารคุณอยู่แล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทุกอย่างในร่างกายเขาล้วนเป็นอาวุธได้ทั้งสิ้น

แม้กระทั่งรอยแผลเป็นใต้ตาซ้าย

โอ ให้ตาย
แจจุงเผลอมองเขาจนได้

"ให้ผมไปส่งคุณเผื่อไถ่โทษเถอะนะครับ" สุ้มเสียงเขาออดอ้อนแกมบังคับ เขาคือฆาตกรใจร้ายที่ใช้นัยน์ตาชวนฝันตัดทุกเส้นทางหนีทีไล่ของคุณ "ถ้าคุณปฎิเสธ ผมคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต"

"เปลี่ยนเป็นมื้อเย็นก็พอ" แจจุงไม่รู้อะไรดลใจให้พูดแบบนั้นออกไป อาจเป็นเพราะศรของอีรอสกระมัง ที่พุ่งปักได้อย่างตรงเป้าหมายเสียเหลือเกิน "และถ้าคุณปฎิเสธ ท้องผมคงร้องไปทั้งคืน"

เขาหัวเราะ แม้กระทั่งเสียงหัวเราะก็ราวกับจะก้องสะท้อนไปถึงกระดูกสันหลังของคนฟัง

"ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย" เขาบอก เดินนำแจจุงกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่จอดทิ้งไว้ริมฟุตบาท "ผมมีมนต์วิเศษที่จะทำให้ท้องคุณหยุดร้องได้ภายในจานเดียว นี่ครับ"

แล้วเขาก็ยื่นหมวกกันน็อคให้แจจุง พร้อมด้วยรอยยิ้มประหัตประหาร

"แล้วคุณล่ะครับ" แจจุงรีบถาม พยายามปฎิเสธความเสียสละที่เขาหยิบยื่นให้อย่างเกรงใจ

"ผมมีใบเดียว" เขาบอก "ผมไม่เคยให้ใครซ้อน" แล้วเขาก็ขยิบตา "คุณเป็นคนแรก"

หลังจากได้ฟังคำพูดนั้นของเขา แจจุงก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักมวยที่กำลังถูกน็อคกลางอากาศ มีดาวระยิบเต็มหัว แจจุงไม่รู้จะตอบโต้เขายังไงดี ก็เลยได้แต่ยืนนิ่งเป็นหุ่นกระบอกให้อีกฝ่ายสวมหมวกกันน็อคแล้วติดสายรัดใต้คางให้เหมือนเด็กๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกจีบ แต่เป็นครั้งแรกที่หัวใจเขาว่างเปล่า

เจ็มม่าเดินออกจากใจเขาไปพร้อมกับเจ้าบ่าวของเธอ ผู้ชายคนนี้แค่มาถูกเวลา เขามาตอนที่ประตูหัวใจแจจุงเปิดกว้าง และยังไม่ทันได้ลงกลอน

"คาดเข็มขัดนิรภัยด้วยครับ" เขาบอกทันทีที่แจจุงตวัดขาขึ้นมานั่งซ้อนท้าย

"อะไรนะครับ"

แจจุงถามอย่างข้องใจ หากแล้วก็ได้รับคำตอบเป็นแรงกระชากออกตัวของรถมอเตอร์ไซค์คันโก้ เขาบิดแฮนด์ เร่งความเร็วไปตามท้องถนน

ปาดซ้าย โฉบขวา
ไม่แกล้งก็เหมือนแกล้ง

เพราะตอนนี้แจจุงโอบเอวเขาแน่นยิ่งกว่าลูกลิง พร้อมกับหัวใจที่กระเด้งกระดอนยิ่งกว่าลูกปิงปอง

 

 

 

 

แจจุงอาจ เริ่ม ชอบ "เขา"
ตั้งแต่ตอนที่เขานำจานสปาเก็ตตี้พริกและเนย ที่มีไอควันกรุ่นมาวางลงตรงหน้า

มันอาจฟังดูน้ำลายสอ มากกว่าโรแมนติก
แต่ความประทับใจครั้งแรกของคนเราย่อมแตกต่างกัน

แจจุงกลับมาพบเขาอีกครั้ง หลังจากที่มื้อแรกของเราเพิ่งจะผ่านพ้นไปได้เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ เขาเป็นคนติดต่อกลับมาหาแจจุงก่อน พร้อมกับข้อความเรียบๆง่ายๆ ที่มักทำให้มุมปากของแจจุงยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

"กระเพาะคุณว่างไหมครับ" 

มันเป็นคำถามประหลาดที่ทำเอาแจจุงหลุดหัวเราะ แจจุงเฝ้าแต่นั่งอ่านประโยคนั้นซ้ำไปซ้ำมา เขายอมรับว่าร้อนรน หากแต่ก็ต้องไว้ท่าที

แจจุงรอจนกระทั่งเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง จึงพิมพ์ตอบกลับไป

"ว่างครับ"

เท่านั้นล่ะ เขาถึงได้โทรมา พร้อมคำชวนออกเดทที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร

"ถ้าอย่างนั้น เย็นนี้ มาเติมเต็มกระเพาะกับผมนะ"

และแน่นอนว่าแจจุงมา

การฝืนความรู้สึกเป็นเรื่องยากยิ่งเสมอ หัวใจของแจจุงที่ไร้เงาเจ็มม่าคอยชักจูงก็เหมือนเด็ก เด็กหลงทางที่พอเจอใครมาชูลูกกวาดหลอกล่ออยู่ตรงหน้า ก็คร้านจะตามเขาไปเสียหมด

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ลูกกวาด แต่เป็นกลิ่นหอมของพาสต้าหลากเมนู

ภายใต้บรรยากาศของร้านอาหารอิตาเลี่ยนสไตล์หนุ่มโสดที่เขาร่วมหุ้นทำกับเพื่อน แจจุงมองไปรอบๆอย่างเก้ๆกังๆ ขณะนี้เป็นเวลาประมาณสองทุ่มตรง ลูกค้าเริ่มแน่นขนัด ร้านของเขาไม่ใหญ่โตนัก มีพื้นที่เพียงหนึ่งคูหาเล็กๆ มันซ่อนตัวอย่างเหนียมอายอยู่ระหว่างร้านขายหนังสือเก่า และร้านบิสโตรแบบฝรั่งเศส

แจจุงเคยวิ่งผ่านทางนี้บ่อยๆตอนเรียนมหาวิทยาลัย หากวันไหนที่นาฬิกาปลุกถูกถีบตกข้างเตียง แจจุงจำเป็นต้องอาศัยทางลัดนี้แทนขนส่งสาธารณะเสมอ และเห็นจะจริงดั่งที่ใครบางคนเคยว่าไว้ เวลาเร่งรีบ คนเรามักจะเผลอลืมเลือนและมองข้ามสิ่งต่างๆรอบกายไปโดยไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะครอบครัว คนรอบข้าง สุขภาพ เวลาว่าง หรือแม้กระทั่งพรหมลิขิต

เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลก หากแจจุงจะไม่เคยได้ทันสังเกตเห็นถึงการดำรงอยู่ของร้านแห่งนี้
หรือแม้กระทั่งกับ คนๆนี้

คนที่กำลังมาปรากฎตัวอยู่ต่อหน้าแจจุงพร้อมรอยยิ้มที่ฉายสะท้อนไปถึงดวงตา เบื้องใต้หลอดไฟหน้าตาประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายจานบิน เขาดูหล่อเหลาคล้ายนายแบบที่เดินออกมาจากหน้านิตยสารชื่อดัง

"สวัสดี มนุษย์ต่างดาว" แจจุงทักเขา พลางชี้นิ้วข