Let it be me (22)

posted on 01 Aug 2016 17:17 by junk-time in LetItBeMe

 

PREVIOUS CHAPTER (CH 21) : CLICK HERE

 

❉  ❉  ❉  ❉ 

 

 

ทันทีที่เสียงตอกไม้แผ่นสุดท้ายสิ้นสุดลงไป
คนงานในฟาร์มจูลี่ แอนด์ จูเลียน่า ต่างต้อนรับคอกวัวหลังใหม่ด้วยงานเลี้ยงสังสรรค์

อันที่จริงก็แค่ข้ออ้าง สำหรับพวกเขาที่ต้องตรากตรำทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์

เมื่อวัวนมพันธุ์โฮลสไตน์เริ่มเป็นที่ต้องการของตลาด การตระเตรียมสถานที่เพาะเลี้ยงให้สะอาดสะอ้านและกว้างขวาง จึงกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการเพิ่มผลผลิต พวกแม่วัวพันธุ์ดีนั้นค่อนข้างจุกจิกเรื่องที่อยู่อาศัย การทำให้พวกเจ้าหล่อนพึงใจและพร้อมจะให้กำเนิดนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เกษตรกรหลายรายจึงหันไปพึ่งสารเร่ง แต่แน่นอนว่าที่ฟาร์มจูลี่ แอนด์ จูเลียน่า พวกเขายังคงต่อต้านการใช้สารเคมีอย่างหัวชนฝา แม้ว่าการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติอาจจะให้ผลผลิตช้าและไม่แน่นอนนัก แตในฐานะของเกษตรกร การรับผิดชอบต่อผู้บริโภคถือเป็นหนึ่งในจรรยาบรรณสำคัญที่พวกเราไม่ควรละเลย

และนั่นก็คือหนึ่งในคำสอนที่ยุนโฮถูกสั่งให้จารจำมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

ร่างกายกำยำตวัดตัวข้ามรั้วไม้ออกมายืนรวมกับกลุ่มคนงานที่ด้านนอก อาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้าแล้ว เป็นเวลาเดียวกับที่พวกเขาเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปพร้อมๆกับความรู้สึกอิ่มเอมใจ ยุนโฮถอดถุงมือที่ใช้สำหรับการทำงานก่อสร้างออกมาเหน็บไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง ขณะเฝ้ามองโจนาธาน จอห์นสันต้อนพวกวัวเข้าไปเยี่ยมชมบ้านพักหลังใหม่

ทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หากไม่นับแผลลึกที่นิ้วโป้งข้างซ้าย ซึ่งถือเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความเหม่อลอยที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักกับเด็กหนุ่มที่มักจะเอาจริงเอาจังกับงานอยู่เสมออย่างยุนโฮ

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

เขาชินเสียแล้วกับวิถีชีวิตแบบนี้ วิถีชีวิตอาบเหงื่อต่างน้ำที่ไม่ได้สุขสบายแบบที่พวกคนในเมืองใฝ่ฝัน นี่ไม่ใช่การจิบชายามบ่ายแล้วเดินชมสวนสวย พวกเขาไม่ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงเพลงบรรเลงจากคลื่นวิทยุ งานของพวกเขาไม่เคยมีวันหยุด ไม่เคยมีการตอกบัตรหรือลาพักร้อน เพราะปัญหาของพวกเขาเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อันเนื่องมาจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ อาทิเช่นเรื่องของดินฟ้าอากาศ หรือแม้กระทั่งอาการเจ็บป่วยของเหล่าสัตว์ในฟาร์ม

ยุนโฮถอดเสื้อนอกออกมาเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าจนแห้งสนิท ก่อนจะอาสาเข้าไปช่วยคนงานชายจัดเตรียมสถานที่สำหรับงานเลี้ยงสังสรรค์ ก็ไม่มีอะไรมาก พวกเขาแค่ก่อกองไฟ ลากม้วนหญ้าแห้งกับลังไม้เก่าๆออกมาใช้นั่งต่างเก้าอี้ โจนาธานเริ่มรินเหล่าหมักสูตรพิเศษที่ทำกันเองแจกจ่ายเพื่อนๆ ขณะที่พวกผู้หญิงก็เริ่มจัดแจงทำกับแกล้มง่ายๆสำหรับมื้อเย็น

งานเลี้ยงยิ่งทวีเสียงอึกทึกเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พวกคนงานชายที่ดื่มเหล้าหมักเข้าไปมากก็เริ่มจะออกไปวาดลวดลายกลางวงล้อม พวกเขาเริ่มต้นร้องเพลง แฮง มี โอ้ แฮง มี ของออสการ์ ไอแซ็ค โดยมีทอม เกรแฮมอาสาเป็นต้นเสียง แรกๆก็พอจะฟังได้อยู่หรอก แต่หลังจากที่เหล้าหมักเริ่มออกฤทธ์แรงขึ้น ลูกคอของแต่ละคนก็เริ่มจะแยกย้ายไปคนละทิศละทาง

บ้างก็ปีนไต่ขึ้นไปซะสูงเสียดฟ้า บ้างก็นำหน้าไปจนดนตรีตามแทบไม่ทัน

ยุนโฮเองก็ดื่มเหล้าหมักรสชาติดุเดือดของโจนาธานเข้าไปหนึ่งแก้ว ผลของมันทำให้เขารู้สึกย่ำแย่กว่าที่คิด หนุ่มน้อยเลยตัดสินใจปีนหนีขึ้นไปนั่งปลีกวิเวกอยู่คนเดียวบนต้นแซสซาฟรัส

ที่ชิปเชว่าคืนนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงสุกสกาว

ยุนโฮเงยหน้ามองฟ้า ในแสงจันทร์สว่างนั้นเขาเห็นกระต่ายน้อยตัวหนึ่งกำลังล้อเล่นอยู่กับกลุ่มดาว เขายกมือขึ้นสูงราวกับจะไขว่คว้า นัยน์ตาฉ่ำน้ำฉายแสงแห่งความอ่อนหวานคะนึงหาที่แฝงความโศกเศร้าอยู่ในที

โศกเศร้า เพราะรู้ดีอยู่เสมอมาว่า
บางครั้งการเอื้อมคว้ากระต่ายในเงาจันทร์ อาจจะเอื้อมคว้าได้ง่ายกว่ากระต่ายในใจตน

ยุนโฮปล่อยให้ความคิดนั้นล่องลอยไปกับสายลม เมาท์ออร์แกนคู่ใจถูกดึงออกจากกระเป๋ากางเกง มันไม่ถูกทำให้เกิดเสียง แต่กลับถูกเจ้าของหมุนเล่นไปมาระหว่างนิ้ว เนิ่นนานแล้วที่มันเหี่ยวเฉา เจ้านายไม่เคยระบายความสุขกับมันอีกเลย

ความสุขหรือ ความสุขคืออะไร

เขาใช้ชีวิตตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาโดยปราศจากการรับรู้ถึงสิ่งนั้น งานมากมายในฟาร์มกลายเป็นยาขนานวิเศษที่ทำให้เขาเหนื่อยล้าและสามารถหลับตาลงได้ในแต่ละคืน ทอมเคยสอนเขาเสมอว่า มนุษย์ผู้อ่อนแอเท่านั้นที่จะเอาชนะปัญหาได้ด้วยการวิ่งหนี ไม่ต่างอะไรจากในสนามแข่งขันโรดีโอ วิธีเดียวที่เราจะเอาชนะวัวที่กำลังคึกคะนองได้ ไม่ใช่การหันหลังให้มัน แต่คือการเผชิญหน้า ตาต่อตา 

แต่บางครั้งการสู้กับวัวที่กำลังบ้าคลั่ง อาจจะง่ายกว่าสู้กับกระต่ายตัวน้อยที่กำลังโมโหโกรธา

ภาพการอาละวาดครั้งล่าสุดยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ พอๆกับรอยเล็บที่ยังคงไม่เลือนหายไปจากท่อนแขน

เจ้ากระต่ายน้อยแผลงฤทธิ์ทันทีที่ลืมตาตื่น ไม่สนใจใครหน้าไหนแม้กระทั่งหมอที่เขาให้โจนาธานรีบไปรับตัวมาจากในเมือง หมอบอกว่าที่เจ้ากระต่ายเป็นลมล้มพับไปอาจจะเกิดจากอาการอ่อนเพลีย หรือไม่ก็เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ หมอก็เลยบอกให้นอนพัก แต่เจ้ากระต่ายจอมดื้อน่ะหรือจะยอมฟัง เพราะพอลับหลังหมอ ก็หันมาตั้งหน้าตั้งตาเอาแต่ตะโกนไล่เขาท่าเดียว

ไล่เขาให้ไปไกลๆ ไปเสียให้พ้นๆหน้า

เจเน็ตกับวิเวียนที่เห็นท่าไม่ดีเลยต้องรีบวิ่งเข้ามาช่วยดึงตัวยุนโฮให้ออกไปจากห้องเสียก่อนที่จะถูกแจกันจากโต๊ะข้างหัวเตียงเขวี้ยงใส่ศีรษะ 

โกรธเขาขนาดนั้นเชียวหรือ ดราเซีย
โกรธจนไม่อยากฟังคำที่เขาอยากจะอธิบายเชียวหรือ

จะอยากเป็นกระต่ายไปทำไมกันนะ ในเมื่อเขามีฐานะใหม่จะให้ทดแทน

เจ้าเสือได้แต่คิดแล้วถอนหายใจ ป่านนี้เจ้ากระต่ายตัวน้อยจะเป็นยังไงบ้างหนอ ตัวยังร้อนอยู่ไหมนะ แล้วยาล่ะ เจเน็ทจะเอาให้กินหรือยัง ยิ่งคิด เจ้าเสือก็ยิ่งร้อนใจ เพราะรู้ซึ้งดีถึงฤทธิ์เดชความดื้อแพ่งของเจ้ากระต่ายจากเมืองหลวง

เจเน็ทเอาไม่อยู่แน่ ถ้าอีกฝ่ายคิดอยากจะก่อขบถประท้วงขึ้นมา

เท่าทันความคิด ร่่างสูงใหญ่ของพ่อหนุ่มน้อยอโดนิสก็กระโดดผลุบลงจากต้นแซสซาฟรัส ยุนโฮเป่าปากเป็นเสียงเรียก ไม่นานนักเจ้าพาหนะคู่ใจสีขาวปลอดก็โจนทะยานออกมาหาตามคำสั่ง ยุนโฮคว้าบังเหียน เขาตวัดตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบโกลนช่วย 

"อ้าว แล้วนั่นจะไปไหนน่ะ ยุนโฮ"

เขาได้ยินเสียงทอมร้องเรียกตามมา แต่ยุนโฮไม่ได้หันไปตอบ เพราะตอนนี้เสียงหัวใจเขาดังอื้ออึงจนกลบเสียงอื่นเสียหมดสิ้นแล้ว

กลบ แม้แต่เสียงคำสั่งสุดท้ายของบิลลี่ แซ็คเคอรี่

บิลลี่ แซ็คเคอรี่ ที่ยุนโฮไม่แม้แต่จะเอ่ยขานเรียกเขาว่า พ่อ อีกเลย

 

 

 

 

 

 

คุณจะทำอย่างไร เมื่อพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาวะจนมุมถึงขีดสุด
ถอยหลัง หยุดอยู่กับที่ หรือพยายามดั้นด้นเดินต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ

ในกรณีของแจจุง เขาเป็นประเภทหลัง ประเภทที่มักจะทำตามหัวใจเรียกร้องโดยไม่มีขอบเขต อลิเซียเพื่อนรักเคยค่อนแขะว่าแจจุงเหมือนหนูตะเภาที่บ้าคลั่งการปั่นกรงล้ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้ว่านั่นเป็นคำชมหรือเปล่า พอมาคิดๆดูแล้ว นัยหนึ่งเธออาจชมว่าแจจุงเป็นคนมีความเพียรพยายาม แต่อีกนัยหนึ่ง เธออาจกำลังด่าว่าแจจุงเป็นพวกโง่เง่าที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งขีดจำกัดของตัวเอง 

และนั่นคือสิ่งที่เป็นปัญหากับแจจุงตลอดมา

พจนานุกรมของแจจุงไม่เคยมีคำว่าครึ่งๆกลางๆ ทุกครั้งที่แจจุงตั้งเป้าหมายกับอะไรสักอย่าง เขาจะรวบรวมแรงกายแรงใจทั้งหมดของตนทุ่มไปยังจุดๆนั้น คนๆนั้น จนบางครั้งก็เผลอลืมที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้าง หรือแม้กระทั่งคนรอบกาย

คุณบิลลี่กับแม่จะรู้สึกแย่แค่ไหน หากพวกเขาจับได้ว่าแจจุงโกหก มันเป็นการกระทำที่น่าละอาย ไม่ต่างอะไรจากเด็กสองขวบที่พยายามปัดเศษขนมที่หล่นเกลื่อนพื้นเข้าไปซ่อนไว้ใต้พื้นพรม

แจจุงแอบหนีมาที่ชิปเชว่าคนเดียวโดยไม่บอกให้ทั้งคู่รู้  

มันเป็นแผนการที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนในเช้าวันที่แม่กับคุณบิลลี่ต้องบินไปทำธุระที่ต่างเมือง แจจุงทำให้อลิเซีย แกรนต์ เพื่อนรัก และลุค พอลล็อค ผู้จัดการคู่ใจ ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ทั้งในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด และคนดูต้นทาง โดยเฉพาะกับลุคที่สุ่มเสี่ยงจะถูกคุณจอช ลอสแมนท์เขมือบหัวได้ทุกเมื่อ หากประธานเจ้าหน้าที่บริหารจับได้ว่าพ่อผู้จัดการคนดังบังอาจอนุญาตให้นักร้องในความดูแลโดดซ้อมคอนเสิร์ตได้เป็นเวลาสองวัน

ใช่ แจจุงมีเวลาอยู่ที่นี่ได้เพียงแค่สองวัน
หนึ่งวันนั้นหมดไปแล้วกับการเดินทาง กับอีกหนึ่งวันที่ดูจะเปล่าประโยชน์สิ้นดี 

พรุ่งนี้ตอนสายเขาก็ต้องรีบกลับไปที่สนามบินแล้ว แต่จนบัดนี้เขาก็ยังคิดอะไรไม่ตกเลย

"เฮ้อ..."

แจจุงระบายลมหายใจยาวเหยียด เท้าศอกทั้งสองข้างลงไปที่กรอบหน้าต่างของห้องนอน ลมเย็นโชยเข้ามาทำให้ได้กลิ่นหญ้าแห้ง บรรยากาศยามค่ำคืนของที่นี่ช่างเงียบสงบ ไม่เหมือนในลอสแอนเจลิสที่เรามักจะได้ยินเสียงหวอกับเสียงสัญญาณกันขโมยจากรถยนต์ดังอยู่ตลอดเวลา

แตถึงที่นี่จะสงบสุขมากแค่ไหน แจจุงก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ มีความคิดมากมายพลุ่งพล่านอยู่ในหัว
แจจุงไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรจึงจะเหมาะสม ความรู้สึกที่เขามีต่อกรัมปี้นั้นช่างเหมือนพายุ เมื่อใดก็ตามที่
แจจุงควบคุมมันไม่ได้ มันจะพัดวน ขยายวงกว้าง และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างจนพังราบเป็นหน้ากอง

แจจุงไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร

จากบรรดาประสบการณ์เรื่องรักใคร่สุดร้อนแรงของแจจุง มันไม่เคยมีอะไรเกินเลยไปกว่าความอยากรู้อยากเห็น แจจุงให้พวกเขาได้มากที่สุดก็แค่จูบกับคำว่าถูกใจ ไม่ใช่คำว่ารัก อันที่จริง ไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกเฉียดใกล้คำว่าชอบด้วยซ้ำไป

แต่กับครั้งนี้ มันต่างออกไป 

แจจุงเคยแต่เป็นฝ่ายกุมอำนาจเหนือหนุ่มมากหน้าหลายตาที่คอยเข้ามาเฝ้าพะเน้าพะนอเอาใจไม่ห่าง มันทำให้เขารู้สึกคุมสถานการณ์ได้ แต่ไม่ใช่กับกรัมปี้ เขาช่างไม่เหมือนหนุ่มๆเหล่านั้นเอาเสียเลย  

พ่อหนุ่มอโดนิสแห่งบ้านไร่เหมือนตกมาจากฟ้า เขาเหมือนมนุษย์ต่างดาวที่แยกหัวใจกับสมองออกจากกัน 

ภาพเหตุการณ์ที่ริมน้ำตกนั่นคือตัวอย่าง เขาทำให้แจจุงรู้สึกผิดหวัง สับสน ไร้ค่า และตื่นกลัว กรัมปี้กุมอำนาจเหนือแจจุงทุกอย่างโดยที่เขาเองก็คงไม่รู้ตัว และทั้งๆที่แจจุงพยายามแสดงออกว่าโกรธเขาหัวฟัดหัวเหวี่ยงเสียขนาดนั้น แต่พ่อหนุ่มยุคหินก็ยังไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ

ทำไม
ทำไมนะกรัมปี้

ทำไมถึงไม่ยอมพูดอะไรออกมาบ้าง 

แจจุงแหงนหน้ามองท้องฟ้า ฝากคำถามนั้นไปกับพระจันทร์ที่คืนนี้ดูจะตระหง่านเงื้อมกว่าครั้งใด อีกเกือบหกชั่วโมงกว่าจะถึงเช้าวันใหม่ แต่แจจุงทนรอต่อไปไม่ได้แล้ว ความคิดบางอย่างแล่นวาบเข้ามาในหัว มันเ