Let it be me (23)

posted on 05 Aug 2016 20:26 by junk-time in LetItBeMe

PREVIOUS CHAPTER (CH 22) : CLICK HERE 

 


❉  ❉  ❉  ❉  

 

 

 

พ่อบอกเสมอว่ายุนโฮไม่เหมาะกับการเป็น "บากัวเลรอส" 

เขาไม่ใช่นักเสี่ยงโดยสายเลือด ยุนโฮตีกรอบ รักษากฎเกณฑ์ และระแวดระวังจนเกินกว่าจะเป็นบากัวเลโรได้ พ่อสอนเสมอว่าการเป็นนักสู้อย่างเดียวก็เหมือนการเป็นเสือที่เอาแต่หวงถ้ำ สักวันก็จะอดตายเพราะไม่กล้าออกไปล่าเหยื่อ นักสู้ที่ดีจึงต้องเป็นนักเสี่ยงที่ดีด้วย

สู้อย่างเดียวได้แต่เลือด เสี่ยงอย่างเดียวได้แต่หายนะ แต่ถ้าเรารู้จักทั้งสู้ทั้งเสี่ยง เราจะได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ

"ศักดิศรีกินไม่ได้" พ่อเคยบอก "เมื่อไม่รู้ต้องถาม เมื่อไม่กล้าต้องพยายาม อย่ากลัวจะตกจากหลังม้า แต่จงกลัวที่จะขึ้นหลังม้าไม่ได้ เพราะโคบาลที่ขี่ม้าไม่เป็น ย่อมไม่ต่างอะไรจากคนพิการที่ไร้แขนไร้ขา" 

นั่นคือบทเรียนของพ่อ

พ่อคือครูฝึกม้าคนแรกของยุนโฮ วิธีการฝึกของพ่อเน้นภาคปฎิบัติและการเจ็บตัว ตั้งแต่เด็กจนโต ยุนโฮเคยคุ้นกับเฝือกมากกว่าอ้อมกอดของผู้เป็นบิดา - เฝือกแข็ง แต่ไม่รู้ว่าอ้อมกอดของพ่อจะแข็งเหมือนเฝือกหรือเปล่า - เมื่อยังเยาว์ ยุนโฮมักตั้งคำถามนี้ในใจเสมอ แต่พอเวลาเผินผ่านถึงได้รู้ ไม่ใช่อ้อมกอดพ่อหรอกที่แข็ง แต่หัวใจพ่อต่างหากที่แข็งยิ่งกว่าหินผา 

"อย่าร้อง!" เสียงของพ่อดุเสมอ ไม่มีแววเมตตา ทุกครั้งที่ยุนโฮพลาดตกจากหลังม้า พ่อจะรอเวลาจนกระทั่งเห็นว่าเขาไม่สามารถจะลุกขึ้นยืนเองได้แล้ว จึงจะเข้ามาช่วยพยุง "น้ำตาช่วยสมานแผลแกไม่ได้หรอก ยุนโฮ" พ่อจะอุ้มเขาขึ้นพาดบ่า "หยุดร้องแล้วนิ่งคิด แกตกเพราะอะไร จำความเจ็บครั้งนี้เป็นบทเรียนสำหรับครั้งต่อไป ความเจ็บจะสอนสั่งแกแทนพ่อ มนุษย์เรียนรู้ได้ดีจากประสบการณ์มากกว่าคำพูด" 

และก็เป็นจริงดังคำพ่อว่า ยุนโฮเรียนรู้ได้เร็วมากกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันเพราะมีประสบการณ์เยอะ ทั้งแผลถลอก ขาหัก แขนเคล็ด หน้าผากช้ำ คางแตก ล้วนแล้วแต่สร้างภูมิคุ้มกันให้เขากล้าหาญและชาชิน พ่อจับยุนโฮฝึกม้าพร้อมๆกับฝึกเดิน แรกเริ่มก็เพียงแค่ให้สัมผัสสร้างความเคยคุ้น ครั้นพอทรงตัวได้ ยุนโฮก็ถูกจับขึ้นหลังม้า และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยห่างจากมันอีกเลย

ม้าตัวแรกที่ยุนโฮใช้ฝึกไม่ใช่เจ้าวิเวียน แต่เป็นม้าตัวโปรดของพ่อที่ชื่อ ‘อาลีย่าห์’ ชื่อนั้นมาจากชื่อแม่ของพอลและแบรดลีย์ 

พ่อรัก อาลีย่าห
รักมากกว่าเขากับแม่

ยุนโฮย้ำความจริงนั้นซ้ำๆ จนมันฝังลึกในใจจนเป็นรอยแผล 

"ธรรมชาติของม้าคือผู้ถูกล่า" ทฤษฎีบทแรกถูกสอนให้จารจำ "มันเป็นเหยื่อโดยธรรมชาติ ดังนั้นวิธีการที่ม้าพบคู่ต่อสู้จึงไม่ใช่การพุ่งชน แต่คือการหลบหนี" เมื่อยังเล็ก ยุนโฮตั้งใจฟังทุกคำสอนสั่งของพ่อ พ่อรู้ทุกเรื่อง พ่อเก่งทุกอย่าง ความชื่นชมแทบไหลบ่าออกมาทางดวงตาฉ่ำน้ำของเด็กชาย "เมื่อถูกบังคับ ม้าจะตื่นกลัว ชะงัก ตกใจ และปฎิเสธไม่ทำตาม อาการพยศของมันจึงไม่ได้เกิดจากความก้าวร้าวดุร้าย แต่เกิดจากความหวาดหวั่นเป็นที่ตั้ง ซึ่งหากเราเข้าใจธรรมชาติของม้าแล้ว เราจะปราบพยศมันได้ด้วยการปลอบโยน ไม่ใช่การลงโทษ ข่มขู่ หรือเฆี่ยนตี"

เหตุนี้เองกระมัง พ่อถึงรักม้า

"แต่ม้าเป็นสัตว์ที่กลัวมนุษย์ไม่รัก" พ่อพยายามเล่าทุกอย่างที่รู้ให้ยุนโฮฟัง "ม้าเป็นสัตว์ที่ใหญ่แต่ตัว มีความอ่อนแอและต้องพึ่งพามนุษย์ ถึงขนาดที่ว่าถ้าเราคิดจะทำร้ายมัน เราไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าไม่ใส่ใจ เพราะแค่นั้นก็ฆ่ามันให้ตายได้แล้ว"

อาจไม่ใช่แค่ม้า เขาอยากบอกพ่อเหลือเกิน
แต่เขาเองก็เป็นเหมือนม้า ม้าป่าที่พ่อคล้องมาแค่ใช้งานเท่านั้น

"แบรดใจร้อน พอลใจอ่อน" พ่อเคยให้คำตอบ เมื่อยุนโฮถามว่าทำไมในบรรดาพี่น้องทั้งสามคน เขาถึงเป็นคนเดียวที่พ่อเลือกจับมาฝึกให้ทำงาน "คนใจร้อนกับใจอ่อนฝึกม้าไม่ได้ ม้าต้องถูกคุม คนต้องคุมม้า และคนที่จะคุมม้าได้ต้องคุมใจตัวเองให้เป็น" พ่อมองยุนโฮลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "จำไว้ สิ่งที่พยศที่สุดคือหัวใจคน หากแกคุมหัวใจตัวเองได้ แกจะคุมม้าทุกตัวได้เหมือนกัน"

เมื่อยังเล็กยุนโฮไม่เข้าใจพ่อ เขาเอาแต่คิดว่าพ่อลำเอียงและรักลูกไม่เท่ากัน เพราะในขณะที่พอลกับแบรดลีย์ได้เล่นสนุกเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ยุนโฮกลับต้องยึดโยงอยู่กับพ่อ ต้องรู้ทุกอย่างเท่าที่พ่อรู้ ต้องทำทุกอย่างเท่าที่พ่อทำได้ ห้ามงอแง ห้ามร้องไห้ พ่อฝึกความอดทนให้กับเขา ไม่ใช่แค่ที่ร่างกาย แต่หมายรวมถึงจิตใจ

พ่อคงรู้
รู้ว่าในสักวันหนึ่งข้างหน้า ยุนโฮอาจต้องประสบพบพากับเรื่องที่ทำให้เสียใจ

พ่อจึงอยากให้เขาเข้มแข็ง ไม่ใช่ในฐานะลูกชายของพ่อ แต่ในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง 

"ลูกของอาลีย่าห์" พ่อชี้้ให้เขาดูลูกม้าที่เพิ่งตกใหม่ ตอนนั้นยุนโฮเพิ่งอายุได้สิบสองขวบปี และกำลังตื่นเต้นกับของขวัญชิ้นแรกในชีวิต "สีขาวปลอดเหมือนแม่มัน พ่อจะยกให้แก แต่ต้องเลี้ยงเอง ว่าไง เลี้ยงได้ไหม" ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเด็กชายเป็นประกายพราว เขารีบพยักหน้า รอยยิ้มกว้างฉายชัด "เลี้ยงม้าไม่ง่าย ไม่ใช่แค่ทำให้มันโต แต่ต้องฝึกมันให้เชื่อฟังด้วย เดี๋ยวจะให้ทอมมาช่วยสอนการฝึกม้า ม้าของแก แกต้องฝึกมันเอง คนกับม้าต้องผูกพัน เมื่อใดที่ความผูกพันเกิด บางครั้งแกอาจจะขี่มันได้โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องช่วยบังคับ" 

"แล้วจะให้ชื่อว่าอะไร" แบรดลีย์ยื่นหน้ามาถามจากอีกฝั่งหนึ่งของคอก เขาปีนอยู่บนรั้วไม้ ข้างๆคือพอลที่นั่งยองๆ ช่วยป้อนนมให้สมาชิกใหม่ของฟาร์ม "คิดไว้หรือยัง เจ้าหนู" 

เจ้าหนู ของพี่ชายยกมือขึ้นปัดแก้ม เกาจมูก ด้วยอาการขัดเขินที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

"วิเวียน" ยุนโฮงุบงิบบอก

"เฮ่อ!" แบรดลีย์ทำเสียงรับไม่ได้ "ชื่อไม่เข้าท่า เหมือนผู้หญิง"

"ก็เป็นผู้หญิง" พอลช่วยแก้ต่าง "มันเป็นตัวเมียนะ แบรด"

"แต่ควรจะมีชื่อที่เข้าท่ากว่านี้" พี่ชายคนรองมักชอบเป็นผู้เสนอความคิดเสมอ พอลบอกแบรดลีย์เหมือนนกหวีด ดีแต่เป่าทำเสียงดัง "อย่างเช่น เซซิเลีย แคโรไลน์ เดบารห์ หรือไม่ก็แม็คเคน" 

"วิเวียนดีที่สุด"

"โอ พระเจ้า ไม่จริง" แบรดลีย์มองน้องชายคนสุดท้องที่เจ้าตัวชอบยึดมาเล่นเป็นทหารในกองทัพอย่างเจ็บปวดเกินงาม เขาเอามือกุมอก กระโดดลงจากรั้ว แล้วทำท่าล้มตึงไปกับกองฟาง "เจ้าหนูเห็นไอ้เด็กเจคนั่นดีกว่าพี่"

"เจคไหน" พอลหันไปถามคนโอเว่อร์แอคติ้ง

"ปัดโธ่เว้ย!" แบรดลีย์ร้องตะโกน "ก็ไอ้เด็กที่เหมือนตุ๊กตาตาโปนๆ ในซีรีส์เรื่องเจเน็ท แอนด์ เจค นั่นไง ที่มันชอบพูดว่า บาบาบูม มันอึตรงบันไดอีกแล้วฮะ แม่  นั่นน่ะ" แบรดลีย์แกล้งเลียนเสียงเล็กเสียงน้อย "ตอนล่าสุดมันเพิ่งมีม้าตัวใหม่ เป็นตุ๊กตาม้า แล้วมันก็ตั้งชื่อว่าวิ"

เขาไม่รอให้แบรดลีย์พูดจนจบ และไม่รอให้พี่ชายคนโตได้ซักไซ้ เพราะเมื่อไหร่ที่พอลเอ่ยปากถาม ยุนโฮไม่เคยเก็บความลับได้เลยสักครั้ง วันนั้นเด็กชายยุนโฮวิ่งหนีเสียงหัวใจ โดยไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งข้างหน้า เสียงนั้นจะกลับมาดังก้องขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการแย้มกลีบบานของดอกไม้ในตำนานที่มีชื่อว่า ดราเซีย

ความทรงจำในสมัยเด็กย้อนคืนกลับมาเหมือนฉากย้อนอดีตในภาพยนตร์
ทีละฉาก ทีละตอน ล้วนสร้างรอยสลักให้จารจำ  

"ไม่ว่ายังไงแกก็คือลูกพ่อ ลูกของพ่อ ไม่มีใครพรากความจริงข้อนั้นไปจากแกได้ นอกจากตัวแกเอง"

เสียงของพ่อในคืนนั้นดังสะท้อนกลับมาราวกับจะย้ำให้จดจำ พ่อพยายามแล้ว พยายามมาโดยตลอด พยายามที่จะข้ามกำแพงในหัวใจของยุนโฮมาให้ได้ กำแพงที่ถูกก่อด้วยอคติ ล้อมรอบด้วยทิฐิแหลมคม กำแพงที่พ่อพยายามพังทลาย พยายามจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่ยุนโฮตัดสินใจฉีกพันธะผูกพันของเราให้ขาดออกจากกันอย่างอกตัญญูสิ้นดี

พ่อกอดเขาในคืนนั้น คืนที่เขาตัดสินใจเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสุสานให้พ่อฟัง

มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอื่นได้รู้ แม้กระทั่งพอลกับแบรดลีย์
เรื่องราวอันน่าอัปยศ เรื่องราวที่ยุนโฮยังไม่พร้อมจะบอกเล่าให้ใครมานึกสงสาร สมเพช หรือเห็นใจ

เราสองพ่อลูกนั่งเคียงกันเงียบๆ ที่มุมห้องหนึ่งซึ่งไม่มีใครนั่งอยู่ แม้ว่าห้องโถงใหญ่ของโรงพยาบาลในขณะนั้นจะเย็นเยียบแค่ไหน แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับอุณหภูมิในหัวใจของยุนโฮที่กำลังจมดิ่งสู่ก้นบึ้งของความเป็นจริง จมูกของเขายังได้กลิ่นยาฉุนผสมกับกลิ่นคาวของเลือดที่ต้นแขน แผลลึกยาวถูกเย็บไปหลายเข็ม พ่อไม่ได้ถามถึงความเจ็บที่ยุนโฮได้รับ พ่อแค่วางมือบนศีรษะเขา หากเพียงเท่านั้นความอบอุ่นก็ราวจะแทรกผ่านไปสู่ความอ้างว้างภายในหัวใจที่หนาวเหน็บของยุนโฮได้

แต่วันนี้ไม่มีอีกแล้วมือคู่นั้น ไม่อีกแล้วคำว่าพ่อที่เขาเคยเรียกขาน คำสุดท้ายที่ยุนโฮบอกกับพ่อในคืนนั้น คือสามคำสั้นๆที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

"ผมรักพ่อ" พ่อมองลึกเข้ามาในดวงตาของยุนโฮราวรอคอย "แต่ไม่อาจรับความรักจากพ่อได้มากไปกว่านี้"

"ถ้าแกตัดสินใจแบบนั้น พ่อก็จะยอมรับ" มือของพ่อสั่น มือที่จับบ่าเขาไว้ "เพราะไม่ว่าจะในฐานะไหน ความรักความหวังดีที่พ่อมีต่อแกก็ไม่เคยเปลี่ยน เพราะพ่อไม่ได้รักแกเพราะแกเป็นลูก แต่พ่อรักเพราะแกคือแก" ยุนโฮได้ยินเสียงพ่อระบายลมหายใจ พ่อดูแก่ลงมากเหลือเกินตอนที่ค้อมศีรษะลงแบบนั้น "แล้วแกจะไม่คิดรักพ่อแกแบบนั้นบ้างเลยรึไง หืม ยุนโฮ"

ยุนโฮได้แต่ก้มมองปลายเท้าตนเอง แม้แต่ลมหายใจก็คั่งค้างอยู่ในปอด สิ่งเดียวที่ลอดออกไปจากตัวเขาได้คือเสียงแหบสากบาดลำคอที่ว่า

"ขอโทษครับ" น้ำตาเขาไหลริน "คุณบิลลี่"

สิ้นคำนั้น ดวงตาสีฟ้าจางของพ่อฉาบไว้ด้วยม่านน้ำตาบางเบา พ่อละมือจากบ่าของยุนโฮ ลุกขึ้นยืน แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรกับเขาสักคำเดียว และนั่นอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกันในฐานะพ่อกับลูก เพราะหลังจากนั้น ยุนโฮมักเว้นระยะห่างอย่างนอบน้อมเสมอเมื่อทั้งสองต้องเผชิญหน้ากัน 

"เมื่อแกต้องการจะลดสิทธิของตนเองลงถึงขนาดนี้" คุณบิลลี่หันมาพูดกับยุนโฮ มีร่องรอยดุแกมผิดหวังในน้ำเสียง "แกก็ควรรู้ว่าสิทธิของตนเองในเวลานี้ ไม่สามารถรั้งอะไรเขาไว้ได้"

"ผมรู้" ยุนโฮปิดประตูห้องพักคนไข้ด้านหลังอย่างเบามือที่สุด คำอำลาสุดท้ายของคนแคระไร้ศักดิ์ ทำได้เพียงแค่ทิ้งรอยอุ่นของจุมพิตไว้บนหน้าผากของสโนว์ไวท์ที่กำลังหลับใหล "หากไม่ใช่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์ แต่รู้ว่าต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้สิทธินั้นกลับคืน"

"แกจะทำอะไร" เสียงแหบลึกของผู้มากวัยซ่อนความห่วงใยเอาไว้ท่วมท้น

"ทำทุกทางครับ"

และนั่นคือคำตอบสุดท้าย
คำตอบที่ทำให้เขาละเลยคำเตือนของทุกคน 

ลมเย็นบาดผิวกาย ความเจ็บร้าวกลายเป็นความชาหน่วงที่ไม่สามารถค้นหาต้นตอได้ เขาควรเชื่อคำพ่อ ยุนโฮไม่เหมาะกับการเป็นบากัวเลรอส เขาเป็นนักสู้ หาใช่นักเสี่ยง คำสัญญาที่ให้ไว้กลายเป็นบ่วงผูกรัดที่ทำให้ไขว้เขว และเมื่อใดที่หัวสมองไร้ซึ่งสติ เมื่อนั้นคือช่องทางเปิดผ่านสู่ความผิดพลาดถึงตาย!

รอยยิ้มของหนุ่มน้อยแย้มกว้าง ดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนเคลื่อนจับที่ดวงจันทร์กระจ่างฟ้า เจ้ากระต่ายตัวน้อยบนนั้นคล้ายกำลังร้องไห้อำลา เขาพยายามยกมือขึ้นไขว่คว้า หากแขนทั้งสองข้างกลับล้าซึ่งกำลังเต็มที  

มือใหญ่สีน้ำตาลจึงยกขึ้นมาวางนาบไว้ได้แค่ที่ หัวใจตน

ไขว่คว้าได้เพียงเท่านี